ข่าวเด่น

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า ยอดการลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 7.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งลดลงจากระดับ 8.1% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้
 

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 68.3% ของการลงทุนทั้งหมดในภาคดังกล่าวนั้น เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ขณะที่ยอดขายอสังหาฯในพื้นที่ราบ เพิ่มขึ้น 8.2% แต่ลดลง 2.1% จากระดับเดือนม.ค.-ก.ย.

ในช่วงสิ้นเดือนต.ค.นั้น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ อยู่ที่ 602.58 ล้านตารางเมตร ซึ่งลดลง 8.82 ล้านตารางเมตร จากระดับเดือนก่อนหน้านี้

ทางการจีนได้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ภายหลังจากที่ราคาที่อยู่อาศัยดีดตัวขึ้นจนทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ

ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐบาลได้ขยายมาตรการควบคุมการซื้อบ้าน และยังเพิ่มเงินดาวน์ขั้นต่ำสำหรับการจำนอง

นอกจากนี้ ตลาดอสังหาฯยังชะลอตัวลงจากปัจจัยของสภาพคล่องที่ค่อนข้างจะตึงตัว ในขณะที่รัฐบาลได้ควบคุมการค้ำประกันและความเสี่ยงในระบบการเงิน

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ของอังกฤษในปี 2560 ลงสู่ระดับ 1.7% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP จะขยายตัว 2%

ตัวเลขคาดการณ์ GDP ของอังกฤษนั้น สวนทางกับที่ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของกลุ่มประเทศยุโรปโดยรวม สู่ระดับ 2.4% ในปี 2560 จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.9%

 

นายจอร์จ เดเครสซิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปของ IMF เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจของอังกฤษคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลสรุปของกระบวนการ Brexit ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์เป็นผู้นำ

อย่างไรก็ดี นายเดเครสซินมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหภาพยุโรปและยูโรโซนถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจของอังกฤษ โดยสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของอังกฤษ เนื่องจากสินค้าส่งออก 43% จะถูกส่งไปที่สหภาพยุโรป ดังนั้น เศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหภาพยุโรปและยูโรโซนนั้น จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษเช่นกัน

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเดือนต.ค. ปรับตัวขึ้น 5% เทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 6.012 หมื่นล้านหยวน

ส่วน FDI ในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค. เพิ่มขึ้น 1.9% เทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 6.787 แสนล้านหยวน

 
 

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ขยายตัวที่ระดับ 0.8% จากไตรมาส 2 ที่มีการขยายตัว 0.6% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.6% โดยปัจจัยที่ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวได้ดีขึ้นนั้น มาจากความแข็งแกร่งของยอดส่งออกและการลงทุน

หากเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 3 ของเยอรมนี ขยายตัว 2.3% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์

 
 

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจในขณะนั้น

"การชี้นำนโยบายของเฟดควรทำอย่างมีเงื่อนไข และเกี่ยวข้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ" นางเยลเลนกล่าว

ทั้งนี้ นางเยลเลนขึ้นกล่าวในเวทีเสวนาในวันนี้ ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ภายใต้หัวข้อ "Communication challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นางเยลเลนในฐานะประธานเฟด นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB นายมาร์ค คาร์นีย์ ประธานธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

 
 

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่งที่ท้าทายเฟดก็คือ การที่เฟดมีสมาชิกคณะกรรมการจำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความสับสนต่อสาธารณชน ขณะที่ทำการสื่อสารด้านนโยบาย

"เรามีสมาชิกคณะกรรมการเฟดมากถึง 19 คน และเราก็ใช้ระบบประชาธิปไตยสำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งระบบดังกล่าวได้เริ่มขึ้นจากประธานเฟดคนก่อนๆ" นางเยลเลนกล่าว

 

นอกจากนี้ นางเยลเลนยังกล่าวว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจในขณะนั้น

"การชี้นำนโยบายของเฟดควรทำอย่างมีเงื่อนไข และเกี่ยวข้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ" นางเยลเลนกล่าว

ทั้งนี้ นางเยลเลนขึ้นกล่าวในเวทีเสวนาในวันนี้ ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ภายใต้หัวข้อ "Communication challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นางเยลเลนในฐานะประธานเฟด นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB นายมาร์ค คาร์นีย์ ประธานธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

 

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า การส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้าสำหรับนโยบายการเงินในอนาคตได้ประสบความสำเร็จในการผลักดันการคาดการณ์ของตลาด และขณะนี้มาตรการชี้นำล่วงหน้าดังกล่าวได้ถือเป็นเครื่องมือด้านนโยบายที่มีความสำคัญ

"มาตรการชี้นำล่วงหน้าได้กลายเป็นเครื่องมือด้านนโยบายอย่างเต็มตัว โดยประสบการณ์ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ และเราจะทิ้งเครื่องมือนโยบายการเงินแบบนี้ได้อย่างไร ในเมื่อได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ" นายดรากีกล่าว

 

ทั้งนี้ นายดรากีขึ้นกล่าวในเวทีเสวนาในวันนี้ ซึ่งจัดโดย ECB ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ภายใต้หัวข้อ "Communication challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นายดรากีในฐานะประธาน ECB นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นายมาร์ค คาร์นีย์ ประธานธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

ทางด้านนางเยลเลนกล่าวว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจในขณะนั้น

"การชี้นำนโยบายของเฟดควรทำอย่างมีเงื่อนไข และเกี่ยวข้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ" นางเยลเลนกล่าว

นอกจากนี้ นางเยลเลนยังยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่งที่ท้าทายเฟดก็คือ การที่เฟดมีสมาชิกคณะกรรมการจำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความสับสนต่อสาธารณชน ขณะที่ทำการสื่อสารด้านนโยบาย

"เรามีสมาชิกคณะกรรมการเฟดมากถึง 19 คน และเราก็ใช้ระบบประชาธิปไตยสำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งระบบดังกล่าวได้เริ่มขึ้นจากประธานเฟดคนก่อนๆ" นางเยลเลนกล่าว

 

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยูโรโซนมีการขยายตัว 0.6% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบรายไตรมาส และต่ำกว่าระดับ 0.7% ในไตรมาส 2

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจยูโรโซนมีการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 3 และสูงกว่าระดับ 2.3% ในไตรมาส 2

 
 

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% เช่นกันในเดือนก.ย.

 
การดีดตัวของดัชนี PPI ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาในภาคบริการ

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 2.8% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2555 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค.เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบรายปี

ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร,พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน โดยได้เพิ่มขึ้น 0.2% เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนต.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 2.1% ในเดือนก.ย.

 

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สรายงานว่า นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กำลังพิจารณาสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนหน้า

"อดีตที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ถ้าเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมาก เฟดก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ตามทันการปรับตัวของเศรษฐกิจ" นายแคปแลนกล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า เขากำลังพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าหรือไม่ นายแคปแลนกล่าวว่า เขากำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม

ประธานเฟดสาขาดัลลัส ยังกล่าวว่า อัตราการว่างงานที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปีในเดือนต.ค. จำเป็นต้องได้รับการจับตาอย่างระมัดระวัง