ข่าวเด่น

นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวสุนทรพจน์ที่อังกฤษในวันนี้ว่า เงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ที่ระดับต่ำมากมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว ซึ่งเฟดจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการสื่อสารกับตลาด เพื่อทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่า เฟดยังพร้อมที่จะทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2%

นอกจากนี้ เฟดยังควรที่จะเปลี่ยนแปลงแถลงการณ์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% นั้น ไม่ใช่เพดานสูงสุด

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐหลายรายการในช่วงค่ำ วันนี้ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายรายคาดการณ์ไว้ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ จะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่เงินเฟ้อและอัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ

นายราฟาเอล บอสติค ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา กล่าวบนเวทีการประชุมเมื่อวานนี้ว่า "ผมคิดว่าอัตราดอกเบี้ยควรปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงไม่กี่ปีข้าง หน้านี้ โดยทิศทางด้านนโยบายของเรานั้นยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายมากกว่าที่จะอยู่ใน ระดับที่มีความเป็นกลาง (neutral) "

นายบอสติค ซึ่งจะมีสิทธิ์ออกเสียงในคณะกรรมการ FOMC ในปีหน้า กล่าวว่า "อุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นอาจหนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้มีศักยภาพการเติบโตที่ เหนือขีดจำกัดอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะการจ้างงานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนแรงงาน เพราะภาคธุรกิจจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเพื่อชิงแรงงานที่นับวันยิ่ง มีจำกัด"

ทั้งนี้ นายบอสติคคาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงขยายตัว "เหนือระดับ 2% เล็กน้อย" ส่วนอัตราว่างงานน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับราว 4%

ด้านนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้กล่าวเมื่อวานนี้เช่นกันว่า ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานสหรัฐนั้นเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดดำเนินนโยบายการเงิน แบบเข้มงวดขึ้นในรูปแบบที่ "ไม่เร่งรีบ และค่อยเป็นค่อยไป" แม้อัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำต่อเนื่อง

นายแคปแลน ให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า เขา "กำลังพิจารณา" สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นในการประชุมเดือนหน้า

นายแคปแลน ซึ่งมีสิทธิ์ออกเสียงใน FOMC ปีนี้ได้เตือนไว้ว่า ตลาดแรงงานที่ร้อนแรงเกินไปนั้นอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลและส่วนเกินในตลาด การเงิน

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เฟดบางรายโต้แย้งว่า เฟดควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

นายเจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า "อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว เมื่อดูจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้"

ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดการประชุมนโยบายครั้งต่อไปวันที่ 12-13 ธ.ค. ซึ่งบรรดานักลงทุนคาดการณ์ไว้ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุม ครั้งนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

บริษัทสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า เศรษฐกิจอิตาลีมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ประสบภาวะซบเซาเป็นเวลา 6 ปี

S&P เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิตาลีมีการขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

นักวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจของอิตาลีมีการขยายตัวทุกภาคส่วน ขณะที่การลงทุนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากที่หยุดชะงักในช่วงต้นปี

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกำลังปรับตัวดีขึ้น โดยมีการสร้างงานใหม่จำนวน 150,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

สำนักงานสถิติอิตาลีรายงานว่า GDP ในไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และพุ่งขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี
ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าอิตาลีมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าสหราชอาณาจักร

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนอ่อนค่าลง 0.23% แตะที่ 6.6286 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 5.2 ดอลลาร์ หรือ 0.41% ปิดที่ระดับ 1277.70 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. ลดลง 10.2 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 16.971 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 5.8 ดอลลาร์ หรือ 0.63% ปิดที่ 933.1 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 45 เซนต์ หรือ 0.05% ปิดที่ 985.10 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำร่วงลงเนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สร้างแรงกด ดันต่อตลาด โดยเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นนั้น จะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่านั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ขยายตัวถึง 2.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น ดัชนี CPI ขยับขึ้น 0.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังคงเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เนื่องจากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐยังไม่มีทิศทางที่แน่นอน โดยรายงานล่าสุดระบุว่า นายรอน จอห์นสัน วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันได้ออกมายืนยันว่า เขาจะไม่โหวตสนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาได้สร้างเงื่อนไขใหม่ด้วยการพ่วงการยกเลิกเนื้อหาส่วนหนึ่ง ของกฎหมายโอบามาแคร์เข้ากับแผนการปฏิรูปภาษี

นักวิเคราะห์มองว่า การสร้างเงื่อนไขใหม่ของวุฒิสภานั้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีทรัมป์ โดยนับตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐในเดือนม.ค.เป็นต้นมา คณะทำงานของเขาก็ยังไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายฉบับสำคัญให้มีผลบังคับใช้ ได้เลย แม้ว่ารีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ตาม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ซึ่งขยายตัวถึง 2.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น ดัชนี CPI ขยับขึ้น 0.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1795 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3168 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3170 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7584 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7635 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.95 เยน จากระดับ 113.38 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9888 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9893 ฟรังก์สวิส

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นด้วยแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่ มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เช่นกัน หลังจากดีดตัวขึ้น 2.2% ในเดือนก.ย.

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. หลังจากพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนก.ย. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนต.ค. ด้วยแรงหนุนจากการซื้อรถยนต์ แม้อุปสงค์สำหรับวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวลงก็ตาม

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

เมือง Leatherhead แคว้น Surrey ประเทศสหราชอาณาจักร – จากการวิจัยล่าสุดของ Smithers Rapra ความต้องการยางล้อรถบรรทุกทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นปานกลาง ถึงแม้ตลาดจะยังคงเติบโตและมีความหลากหลาย รายงานตลาดล่าสุดของ Smithers Rapra เรื่อง “อนาคตของยางล้อรถบรรทุกทั่วโลก จนถึงปี 2027” (“The Future of Global Truck Tires to 2027”) คาดว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะสูง 107.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017 จากการคาดการณ์การเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน ว่าจะสูงขึ้น 3.5% ไปอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจะมีมูลค่าถึง 152.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027  หลังการปรับราคาจากความผันผวนของวัตถุดิบ กำไรจากผลิตภาพการผลิตยางล้อ คุณลักษณะที่เพิ่มมูลค่าตามความต้องการของผู้บริโภค และปริมาณการบริโภคยางล้อรถบรรทุกทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นในอัตรา 3.2% ระหว่างปี 2017–2027

การวิเคราะห์ของ Smithers แบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกออกเป็นสาขาหลักต่างๆ เช่น ขนาดยางล้อ ประเภทยานพาหนะ ตลาดตามภูมิศาสตร์ และตลาดภายในประเทศหลัก  สำหรับประเภทยานพาหนะ ตลาดรถบรรทุกขนาดเล็กมีมูลค่า 40.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลก ในปี 2017 ทังนี้ จะนำหน้าตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่กว่า ระหว่างปี 2017-2027 โดยมีอัตราเติบโต 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยางล้อรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่า 68.6พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017 จะยังคงขยายตัวสูงที่ 3.3% ต่อปี ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ถึงแม้จะมีตลาดยางหล่อดอกที่มีขนาดใหญ่มากเป็นคู่แข่ง ตลาดยางล้อรถบรรทุกมีความหลากหลายเหมือนตลาดยางล้อทั่วไป โดยได้รับอิทธิพลจากหลายตัวแปร เช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มเฉพาะในการผลิตรถบรรทุก การจำหน่าย และขนาด ทั้งนี้ รูปแบบการเป็นเจ้าของรถบรรทุก ต้นทุนเชื้อเพลิง รูปแบบการขับขี่และพฤติกรรม และทางเลือกของการขนส่ง เป็นปัจจัยสำคัญของการใช้รถบรรทุก ซึ่งก็มีผลต่อการใช้ยางล้อรถบรรทุกในอนาคตด้วย รวมทั้งในส่วนของระยะทางในการขับขี่ การสึกหรอของยางล้อ และท้ายที่สุด การเปลี่ยนยานพาหนะและยางล้อใหม่ทั้งหมด

Arthur Mayer ผู้เขียนรายงานดังกล่าว ระบุว่า ในกรณีของยางล้อรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ แรงกระตุ้นของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจมากกว่ากฎระเบียบ และถึงแม้จะเป็นตลาดที่เปลี่ยนแปลงช้า นวัตกรรมที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและยืดอายุการใช้งานให้มากที่สุด นับเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ สาขาหลักของนวัตกรรมทางเทคนิค จะอยู่ที่การปรับปรุงการใช้งาน เช่น การต้านทานการหมุนของยางล้อ วัฏจักรชีวิต และความยั่งยืน เทคโนโลยีสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับความดันลมยาง ก็มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อยางล้อรถบรรทุก นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การขับขี่แบบไร้คนขับ จะมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในการพัฒนาเทคโนโลยี และการปฏิบัติตามเป้าหมายการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก มาตรฐานเศรษฐกิจประหยัดเชื้อเพลิง เช่น SmartWay ในสหรัฐฯ และฉลากยางล้อ (tire labeling) ในสหราชอาณาจักร ก็กำลังผลักดันให้มีการใช้ยางล้อรถบรรทุกที่มีการต้านทานการหมุนของยางล้อต่ำ (low rolling resistance หรือ LRR) และเทคโนโลยีการใช้ยางล้อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะระบบเฝ้าตรวจสอบความดันลมยาง (tire pressure management systems หรือ TPMS) และระบบตรวจสอบแรงดันลมยางแบบอัตโนมัติ (automatic tire inflation systems หรือ ATIS)นอกจากนี้ มาตรฐานยางล้อสีเขียวและการพัฒนายานพาหนะไร้คนขับก็เป็นแรงกระตุ้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์อัจฉริยะมากขึ้น เช่น การติด RFID และเซ็นเซอร์อเนกประสงค์ ที่ฝังในยางล้อ 

ที่มาhttp://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26119&date=month

งบประมาณปี 2018 ซึ่งเน้นสี่สาขาหลัก คือ การนำระบบออโตเมชั่นมาใช้และอุตสาหกรรม 4.0 ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงภายใต้กองทุนการพัฒนาตลาด (Market Development Grant) สิทธิประโยชน์สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย และเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะทำให้อุตสาหกรรมถุงมือยางมีอนาคตสดใส

Datuk Seri Stanley Thai ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่ม ของบริษัท Supermax Corporation Bhd กล่าวว่า งบประมาณที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรี Datuk Seri Najib Tun Razak ในรัฐสภา จะทำให้ถุงมือที่ผลิตในมาเลเซีย สามารถคงขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

เขากล่าวว่า การสนับสนุนของรัฐบาลที่ต่อเนื่อง ผ่านทางโครงการสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะช่วยผลักดันการเติบโตของระบบออโตเมชั่นและอุตสาหกรรม 4.0

Thai กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงสำหรับตลาดส่งออก จะช่วยให้ธุรกิจคอนแท็คเลนส์ของ Supermax Group เติบโตในตลาดโลก

เขายังกล่าวว่า สิทธิประโยชน์และเงินช่วยเหลือ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย จะช่วยเพิ่มอุปทานภายในประเทศของน้ำยางธรรมชาติข้น สำหรับอุตสาหกรรมถุงมือยาง

ปัจจุบัน กว่า 90 % ของอุปทานน้ำยางธรรมชาติมาจากตอนใต้ของไทย

ที่มาhttp://rubberjournalasia.com/budget-2018-augurs-well-for-glove-industry/

รายงานแนวโน้มและสถิติยางธรรมชาติล่าสุดของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (Association of Natural Rubber Producing Countries หรือ ANRPC) ที่ออกมาเมื่อเดือนกันยายน 2017 ระบุว่า ความต้องการยางธรรมชาติ ซึ่งรวมประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ANRPC เพิ่มขึ้น 9% เป็น 9.637 ล้านตัน ระหว่าง 9 เดือนแรกของปี 2017 เทียบกับ 9.550 ล้านตัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2016 ซึ่งเป็นข้อมูลจริงจนถึงเดือนมิถุนายน 2017 และการประเมินเบื้องต้น ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2017

เป็นที่น่าสนใจว่า จีนซึ่งเป็นผู้บริโภคยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก มีการบริโภคลดลง 1.8% ในขณะที่การบริโภคในอินเดียเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประเทศต่างๆ ที่มีความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ได้แก่ เวียดนาม (11.1%) ไทย (7.7%) และอินโดนีเซีย (5.2%) ในขณะที่คามต้องการในศรีลังกาลดลง 16.2%

ANRPC รายงานว่า การบริโภคยางธรรมชาติของโลก ซึ่งรวมประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ANRPC คาดว่าจะเติบโต 126,000 ตัน เป็น 12.805 ล้านตันในปี 2017 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวมประเทศที่ไม่เป็นสมาชิก ANRPC ได้จากตัวเลขจริงจนถึงเดือนมิถุนายน 2017 การประเมินเบื้องต้นระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2017 และการคาดการณ์ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2017 ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าอุปทานยางธรรมชาติทั่วโลกจะขาด 397,000 ตัน ในเดือนกันยายน 2017 แต่คาดว่าอุปทานจะขาดน้อยกว่า 300,000 ตัน ในเดือนตุลาคม 2017

ที่มา: http://rubberasia.com/2017/10/31/india-consumes-nr-china-jan-sept-2017-anrpc/

ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 15 พ.ย. 2560

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) โดยตลาดได้รับปัจจัยกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ร่วงลงตามทิศทางราคาน้ำมัน รวมทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ โดยรายงานล่าสุดระบุว่า นายรอน จอห์นสัน วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันได้ออกมายืนยันว่า เขาจะไม่โหวตสนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาได้สร้างเงื่อนไขใหม่ด้วยการพ่วงการยกเลิกเนื้อหาส่วนหนึ่งของกฎหมายโอบามาแคร์เข้ากับแผนการปฏิรูปภาษี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,271.28 จุด ร่วงลง 138.19 จุด หรือ -0.59% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,564.62 จุด ลดลง 14.25 จุด หรือ -0.55% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,706.21 จุด ลดลง 31.66 จุด หรือ -0.47%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดในแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 7 เมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) เนื่องจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้รับปัจจัยลบจากการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับตัวลง 0.5% ปิดที่ 381.96 จุด ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.ปีนี้

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,976.37 จุด ลดลง 57.11 จุด หรือ -0.44% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,301.25 จุด ลดลง 14.33 จุด หรือ -0.27% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,372.61 จุด ลดลง 41.81 จุด หรือ -0.56%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนลบติดต่อกัน 5 วันทำการเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ดิ่งลง ซึ่งฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงกันถ้วนหน้า นอกจากนี้ตลาดยังถูกกดดันจากราคาแร่โลหะสำคัญที่ปรับตัวลง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ส่วนใหญ่ปิดในแดนลบเช่นกัน

ดัชนี FTSE 100 ลดลง 41.81 จุด หรือ -0.56% ปิดที่ 7,372.61 จุด
-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง ขณะที่การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 37 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 55.33 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.ปีนี้

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 34 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 61.87 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 5.2 ดอลลาร์ หรือ 0.41% ปิดที่ระดับ 1277.70 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. ลดลง 10.2 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 16.971 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 5.8 ดอลลาร์ หรือ 0.63% ปิดที่ 933.1 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 45 เซนต์ หรือ 0.05% ปิดที่ 985.10 ดอลลาร์/ออนซ์

-- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค. ซึ่งขยายตัวถึง 2.0% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น ดัชนี CPI ขยับขึ้น 0.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1795 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3168 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3170 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7584 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7635 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.95 เยน จากระดับ 113.38 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9888 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9893 ฟรังก์สวิส

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 6,706.21 จุด ลดลง 31.66 จุด, -0.47%
ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 2,564.62 จุด ลดลง 14.25 จุด, -0.55%
ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 23,271.28 จุด ลดลง 138.19 จุด, -0.59%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,976.37 จุด ลดลง 57.11 จุด, -0.44%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,301.25 จุด ลดลง 14.33 จุด, -0.27%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,372.61 จุด ลดลง 41.81 จุด, -0.56%
ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 32,760.44 จุด ลดลง 181.43 จุด, -0.55%
ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 3,368.70 จุด ลดลง 30.39 จุด, -0.89%
ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,722.99 จุด ลดลง 10.62 จุด, -0.61%
ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 5,972.31 จุด ลดลง 15.98 จุด, -0.27%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 28,851.69 จุด ลดลง 300.43 จุด, -1.03%
ดัชนี VN ตลาดหุ้นเวียดนามปิดที่ 882.59 จุด เพิ่มขึ้น 1.69 จุด, +0.19%
ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 8,273.44 จุด ลดลง 106.20 จุด, -1.27%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,402.52 จุด ลดลง 27.03 จุด, -0.79%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,518.25 จุด ลดลง 8.39 จุด, -0.33%
ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 22,028.32 จุด ลดลง 351.69 จุด, -1.57%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 10,630.65 จุด ลดลง 56.53 จุด, -0.53%
ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,934.20 จุด ลดลง 34.50 จุด, -0.58%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 6,012.30 จุด ลดลง 36.40 จุด, -0.60%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)