ข่าวเด่น

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2561 ฉบับล่าสุดของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ระบุว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปัจจุบัน โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3% ในปี 2561 หลังจากที่เติบโตเหนือการคาดการณ์ในปี 2560

"เศรษฐกิจโลกเริ่มดีดตัวขึ้นแล้วนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและการ เงินโลก" บาร์ท แวน อาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด กล่าว "ส่วนการขยายตัวของ GDP ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเราเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 2.8% ขณะนี้น่าจะขยายตัวราว 3% ในปี 2560 และต่อเนื่องจนถึงปี 2561"

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวเล็กน้อยในปี 2560 นั้นสะท้อนถึงปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน ทั้งเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจอันเป็นผลจากความคาดหวังเกี่ยวกับ นโยบายกระตุ้นทางการคลังและแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของปธน. ทรัมป์ การฟื้นตัวตามวัฏจักรในยุโรป และนโยบายกระตุ้นการเติบโตแบบอิงนโยบายของจีน

รายงานดังกล่าวยังระบุถึงปัจจัยขับเคลื่อนหลายๆประการที่อาจมีส่วนช่วย ส่งเสริมคุณภาพของการเติบโต และหนุนให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืนยิ่งขึ้นในทศวรรษหน้า

นายแวน อาร์ค กล่าวว่า "ข่าวดีคือ เมื่อปัจจัยกระตุ้นการเติบโตในเชิงคุณภาพ เช่น พัฒนาการของทักษะแรงงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และความแข็งแกร่งของผลิตภาพนั้นเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งนี้อาจช่วยรองรับการเติบโต และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเจริญเติบโตต่อไปในทศวรรษหน้า"

การขาดแคลนแรงงานอาจช่วยให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในภาคส่วนต่างๆที่แรงงาน หายาก ความเข้มข้นของทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตของผลผลิตทาง แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจอื่นที่โตเต็มที่แล้ว

นอกจากนี้ การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนยังมีปัจจัยหนุนจากความก้าวหน้าในเรื่อง "คุณภาพ" ของเงินทุนด้วย ซึ่งเป็นผลจากการที่ธุรกิจหันไปลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์กันมากขึ้น และหันไปให้ความสนใจมากขึ้นในเรื่องสินทรัพย์และบริการแบบดิจิทัล

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

 

ผลสำรวจที่จัดทำโดย Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตร มาส 4 ปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งสำรวจโดย Ifo ปรับตัวขึ้น 3.9 จุด แตะที่ 17.1 จุด ในไตรมาส 4/2560 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554

นายเคลเมนส์ ฟูเอสต์ ประธาน Ifo ระบุในแถลงการณ์ว่า "การที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัวขึ้นนั้นได้ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจในภาพรวมให้ ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ"

นอกจากนี้ นายฟูเอสต์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบ กับสกุลเงินหลักๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

Ifo ได้ทำการสำรวจความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ 1,171 รายใน 120 ประเทศ ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจในทุกภูมิภาคทั่วโลกจะขยายตัวรวดเร็วขึ้น ยกเว้นตะวันออกกลางและแอฟริกา ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่อย่างละตินอเมริกา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจอีกด้านหนึ่งของ Ifo ได้เตือนว่า นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจโลกให้ย่ำแย่ลง โดย 73.9% ของนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า นโยบายของทรัมป์ "จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก"

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

ดัชนีชี้วัดแนวโน้มการค้าโลก (WTOI) ล่าสุดขององค์การการค้าโลก (WTO) บ่งชี้ว่า การค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวระดับปานกลาง ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

WTO เปิดเผยว่า ดัชนี WTOI ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 102.2 ซึ่งแม้ว่าลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อเดือนส.ค. แต่ก็บ่งชี้ว่า การค้าโลกมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนี WTOI ที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 หมายความว่า การค้ายังคงมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่หากดัชนีเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 บ่งชี้ถึงแนวโน้มการชะลอตัวลง

WTO กล่าวว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าเพื่อการส่งออกทั่วโลกยังคงขยายตัวในระดับสูงกว่าแนวโน้ม แต่เริ่มจะชะลอตัวลงเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ได้ว่าการค้าจะขยายตัวในระดับปานกลาง และจะยังแข็งแกร่งอยู่อีกเดือนต่อจากนี้

WTO ระบุว่า อัตราค่าระวางขนส่งสินค้าทางอากาศและการขนส่งคอนเทนท์เนอร์ที่เริ่มพลิกกลับ มาสู่ขาลง ชี้ให้เห็นว่าการค้าได้เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ยอดการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มจะดีดตัวขึ้นจากจุด ต่ำสุด ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งสร้างฐานในระดับ 1,680 จุด ได้ มองแนวนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ เหตุจากนักลงทุนต่างชาติยังขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะตลาดบ้านเราเท่านั้น แต่หลายตลาดในภูมิภาคก็มีแรงขายออกมาเช่นเดียวกัน

ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 3/60 ออกมาคละเคล้าทั้งดีและไม่ดี ใกล้สิ้นสุดการประกาศงบฯแล้ว ดังนั้นอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด Sell on fact ได้ อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นแรงซื้อจากองทุน LTF-RMF เข้ามาบ้างแล้ว และก็ยังคาดหวังงาน SET in the City จะช่วยหนุนตลาดฯ

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบกระจายตัว ติดตามความคืบหน้าของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯต่อไป และให้มองไปที่ประเด็นการเมืองในอังกฤษด้วย
พร้อมให้แนวต้านไว้ที่ 1,695-1,700 จุด


ประเด็นการพิจารณาการลงทุน

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (13 พ.ย.60) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,439.70 จุด เพิ่มขึ้น 17.49 จุด (+0.07%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,584.84 จุด เพิ่มขึ้น 2.54 จุด (+0.10%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,757.60 จุด เพิ่มขึ้น 6.66 จุด (+0.10%)

- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 38.06 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 1.29 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 89.92 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 32.67 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 2.20 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2.91 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 5.78 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 19.59 จุด
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (13 พ.ย.60) 1,687.05 จุด ลดลง 2.23 จุด (-0.13%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,686.30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 พ.ย.60

- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ธ.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (13 พ.ย.60) ปิดที่ระดับ 56.76 ดอลลาร์/บาร์เรล ขยับขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.09%

- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (13 พ.ย.60) ที่ 7.21 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 33.06 ทรงตัวจากวานนี้ ยังรอปัจจัยใหม่ มองกรอบวันนี้ 33.05-33.12

- บริษัทผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าทางเรือได้เข้าหารือและแสดงความสนใจลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 1.41 แสนล้านบาท เป็นโครงสร้างพื้นฐาน 5.7 หมื่นล้านบาท และการบริหารจัดการท่าเรือ 8.4 หมื่นล้านบาท

- แบงก์ชาติอนุมัติ QR Code ของ 5 แบงก์ "กรุงเทพ-กสิกรฯ-กรุงไทย-ไทยพาณิชย์-ออมสิน"ออกจาก Sandbox พร้อมให้บริการทั่วไปได้ และเดินหน้าทดสอบบริการต่อยอดในส่วนอื่น ขณะที่วีซ่ารับไลเซนส์เป็นเครือข่ายบัตรเดบิตในไทย พร้อมเดินหน้าให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านผลิตภัณฑ์วีซ่าอย่าง สมบูรณ์แบบ

- ขณะนี้การลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ระยะแรกในรูปแบบประชารัฐ มูลค่า 400,000 ล้านบาท ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระหว่างปี 2560-2569 มีความคืบหน้าอย่างมาก เพราะเอกชนรายใหญ่ของไทยเป็นตัวนำ อย่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และกลุ่มมิตรผล มีการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปี 2560 ลงทุนแล้ว คาดว่าจนถึงปี 2561 จะลงทุนประมาณ 56,000 ล้านบาท และจากแผนที่กำหนดไว้ปี 2562-2564 จะลงทุนอีกประมาณ 172,000 ล้านบาท อาทิ โครงการการผลิตร่วมที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความดันสูง (ไฮ เพรชเชอร์ โค-เจเนอเรชั่น) 75,000 ล้านบาท ก่อตั้งนิคมไบโอชีวภาพ 15,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ และตั้งสถาบันเพื่อการค้นคว้ารวมประมาณ 14,000 ล้านบาท และระหว่างปี 2565-2569 จะลงทุนอีก 152,000 ล้านบาท

- คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันวาง 4 เป้าหมาย ฝันในอีก 20 ปีข้างหน้าคนไทยมีรายได้เฉลี่ยในระดับประเทศพัฒนาแล้ว จีดีพีขยายตัวปีละ 5% ผลิตภาพการผลิตรวมไม่ต่ำกว่า 3% ติด 1 ใน 20 อันดับความสามารถแข่งขันของไอเอ็มดี จากปัจจุบันอันดับ 27


*หุ้นเด่นวันนี้

- STANLY (ธนชาต) "ซื้อ" เป้า 320 บาท แม้ปรับคาดการณ์กำไรปี 2561 (เม.ย.60-มี.ค.61) ลง 4% เนื่องจากอัตรากำไรที่ลดลงจากช่วงที่สายการผลิตใหม่เริ่มดำเนินการผลิต อย่างไรก็ดีด้วยแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์เร่งตัว, ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น, และความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์โคมไฟรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มโอกาสทำกำไร เราปรับประมาณการกำไรปี 2562-2563 ขึ้น 6-9% ด้วยการเติบโตกำไร 20-24% ปี 2561-2562, PE61 11.3x, PBV61 1.2x เป็นทั้ง value + growth play

- PSH (ทรีนีตี้) "ซื้อ"เป้า 25.40 บาท รายงานกำไรสุทธิ Q3/60 ที่ 1.29 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 26% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 39% YoY โดย Gross Profit Margin อยู่ที่ 36.4% ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 33.7% ทั้งนี้ Presales 9M60 รวมอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 9.8% YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากการเปิดคอนโดที่มีการเติบโตถึง 54% YoY โดยยอดขายกลุ่ม Premium จะเป็นตัวชูโรงสำหรับยอด Presales โดยยังคงคาดรายได้ปี 2560 ที่ 4.87 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 6.74 พันล้านบาท จากโครงการใน Inventory ที่ 183 โครงการมูลค่ารวม 1.91 แสนล้านบาท ที่จะมาช่วยสนับสนุนยอดโอนใน Q4/60 ประกอบกับโครงการแนวราบที่ทำการเปิดตัวไปในช่วงที่ผ่านมา

- CPALL (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 86 บาท กำไรสุทธิ Q3/60 อยู่ที่ 4.97 พันลบ. +7% Q-Q, +21% Y-Y แม้เป็น Low Season แต่ Stamp Promotion ประสบความสำเร็จดีมาก ทำให้ SSSG +2.4% Y-Y จาก -1% Y-Y ใน Q2/60 ส่วนสาขาใหม่เปิดเพิ่มอีก 145 แห่ง และอัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 22.4% จาก 22.2% ใน 2Q17 และ 22.1% ใน Q3/59 แนวโน้ม Q4/60 จะทำจุดสูงสุดของปีที่ 5.1 พันลบ. เพราะเป็น High Season และ MAKRO จะได้ผลดีจากช้อปช่วยชาติ โดยได้ปรับกำไรปี 2560-2561 ขึ้นเพื่อสะท้อนงบที่ดีกว่าคาด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งสร้างฐานในระดับ 1,680 จุด ได้ มองแนวนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ เหตุจากนักลงทุนต่างชาติยังขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะตลาดบ้านเราเท่านั้น แต่หลายตลาดในภูมิภาคก็มีแรงขายออกมาเช่นเดียวกัน

ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 3/60 ออกมาคละเคล้าทั้งดีและไม่ดี ใกล้สิ้นสุดการประกาศงบฯแล้ว ดังนั้นอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด Sell on fact ได้ อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นแรงซื้อจากองทุน LTF-RMF เข้ามาบ้างแล้ว และก็ยังคาดหวังงาน SET in the City จะช่วยหนุนตลาดฯ

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบกระจายตัว ติดตามความคืบหน้าของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯต่อไป และให้มองไปที่ประเด็นการเมืองในอังกฤษด้วย
พร้อมให้แนวต้านไว้ที่ 1,695-1,700 จุด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

ปอนด์ร่วงลงเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ จากการที่นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังมีข่าวว่าสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ 40 ราย กำลังเตรียมเข้าชื่อยื่นถอดถอนนางเทเรซา เมย์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ณ เวลา 17.34 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ดิ่งลง 0.86% สู่ระดับ 1.3074 ดอลลาร์ และร่วงลง 0.71% สู่ระดับ 0.8904 เทียบยูโร

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางเมย์ จะต้องใช้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 48 รายชื่อ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อไปแล้ว 40 ราย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายอันโตนิโอ ทาจานี ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า อังกฤษควรจ่ายเงินอย่างน้อย 6 หมื่นล้านยูโร (7 หมื่นล้านดอลลาร์) ในการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงิน

"ถ้า EU ยอมรับวงเงินที่ต่ำกว่านี้ ประชากรของยุโรปก็จะต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือ แต่ทำไมเราต้องให้ชาวเยอรมัน อิตาเลียน สเปน หรือดัชท์ต้องมาจ่ายเงินในส่วนของอังกฤษ" นายทาจานีกล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นการจ่ายเงินค่า Brexit ดังกล่าว ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอังกฤษและ EU ก่อนที่อังกฤษมีกำหนดต้องแยกตัวออกจาก EU ในเดือนมี.ค.2562

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 1,142,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102,748 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยครั้งนี้กำไรจากผลการดำเนินงานของ ปตท. (operating income) มีจำนวน 54,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,915 ล้านบาท หรือร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีจำนวน 40,067 ล้านบาท สาเหตุหลักจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติของโรงแยกก๊าซฯ ที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้น จากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากที่โรงแยกก๊าซฯ มีซ่อมบำรุงใหญ่ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ปตท. มีรายได้อื่นจากเงินปันผลและกำไรจากการขายเงินลงทุนในกองทุนรวม จำนวน 5,260 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 5,050 ล้านบาท จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับงวดก่อน

ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. อาทิ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ในครั้งนี้ มีจำนวน 44,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,379 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.5 จากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 35,455 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นจากกลุ่ม ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยเฉพาะจากกลุ่มโรงกลั่นที่ดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการด้อยค่าทรัพย์สินของ ปตท.สผ. ก็ตาม

ทั้งนี้ทำให้ 9 เดือนที่ผ่านมา ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 99,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,294 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 32.2 จาก 75,522 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรของผลการดำเนินงาน ปตท. จำนวน 54,982 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 44,834 ล้านบาท ตามที่กล่าวมาข้างต้น

ผลการดำเนินงานที่ดีส่งผลให้ ปตท. มีศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับกิจการเพื่อสังคม (CSR) ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) รวมทั้งสามารถตอบสนองนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้กับ ประเทศ โดยสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และร่วมพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง ให้เป็นเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ยกระดับขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

""นอกจาก ปตท. จะขยายการลงทุนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ช่วงที่ผ่านมาเรายังขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตร ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. การทยอยปรับราคาก๊าซ NGV เพื่อให้กระทบผู้บริโภคน้อยที่สุด บนหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ล่าสุดจากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการ บริษัทจดทะเบียน ปี 2560 โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท. ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับดีเลิศ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมิน ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 และติดหนึ่งใน Top Quartile ของบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่ง ปตท. มีความมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยต่อไป"" นายเทวินทร์ กล่าว

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)


ราคายางร่วงหนัก "สภาเกษตรกรแห่งชาติ" เตรียมยื่น 5 ข้อเสนอกระตุ้นราคาถึงนายกรัฐมนตรี-รมว.เกษตรฯ ให้ประกาศ "ยางพารา" เป็นวาระแห่งชาติ ดันบังคับใช้กฎหมายลดปริมาณส่งออก หรือถ้าจำเป็นให้สั่งระงับการส่งออก พร้อมจี้ กยท. ล้ม "บริษัทร่วมทุน" ชี้ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อย

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำของเกษตรกรผู้ปลูกยาง ที่ปัจจุบันอุณหภูมิร้อนแรงขึ้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมคณะกรรมการด้านยางพารา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุม 2 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพิจารณาโดยฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร องค์กรเกษตรกร สถาบันเกษตรกร บุคคลที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากการประชุมได้ข้อสรุปตกผลึกเพื่อเสนอแนวทางแก้ไข 5 ข้อ คือ

1.เสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ยางพาราในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานทุกกระทรวงวางเป็นแผนงานโครงการเพื่อใช้ยางพาราภายใน ประเทศมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้ ม.44 ประกาศยกเว้น ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้ได้ทันท่วงทีใน ปริมาณที่เยอะขึ้น

2.เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปริมาณการส่งออกหรือระงับการส่งออก ด้วย รมต.ก.เกษตรฯเป็นผู้ดูแล พ.ร.บ.ควบคุมยาง หากนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสถานการณ์ราคายางใน สภาวการณ์ปัจจุบันที่ตกต่ำอยู่

3.เสนอให้สร้างตลาดกลางยางพาราของประเทศไทย หรือไทยคอม ซึ่งจะเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อ-ขายจริง เป็นตลาดจับคู่ระหว่างผู้เสนอขายและผู้ต้องการใช้หรือผู้เสนอซื้อ โดยตลาดนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและสถาบันเกษตรกร เพราะในระบบตลาดนี้จะมีตลาดท้องถิ่นอยู่ด้วย

4.เสนอให้ กยท. ยกเลิกบริษัทร่วมทุน เนื่องจากไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร

5.เสนอให้รัฐบาล สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาองค์กรเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก และใหญ่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรสวนยาง และเขยิบจากขายวัตถุดิบเป็นขายผลิตภัณฑ์ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและความเป็น อยู่ที่ดีให้เกษตรกร โดยทั้ง 5 แนวทางจะเสนอประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติลงนามและนำส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ปัญหาตามข้อ 1 และ 2 นั้นถ้ารัฐบาลนำไปใช้เลยก็จะส่งผลต่อการปรับตัวราคายางให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการบังคับใช้กฎหมายหากภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงกว่าต้นทุน เกษตรกรได้ก็ไม่ควรส่งออกจะต้องกระเตื้องราคาขึ้นก่อนเพื่อส่งออกได้ ส่วนแนวทางอื่นนั้นต้องใช้เวลา พร้อมหาภาคีหน่วยงานร่วมแนวทางซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างถาวรแท้ จริง

"หากต่างคนต่างอยู่ ต่างทำ ต่างคิด ต่างขาย ก็จะพบกับปัญหาที่ประสบมาจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรต้องคิดทบทวนใหม่ ต้องรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งก่อนให้รัฐบาลสนับสนุน" นายธีรพงศ์ กล่าว

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

การยางแห่งประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีที่นายสงวน สัพโส ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคกลางภาคตะวันออก (เขต 7) เสนอแนวทางแก้ปัญหาราคายาง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ในการพัฒนายางพารา พร้อมได้นำข้อเสนอเหล่านี้ เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ (8 พ.ย.60) โดยที่ประชุม ให้เร่งเดินหน้าแก้ไขมาตรการระยะสั้น จัดตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนการขอสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ การแก้ไขระเบียบเงินกองทุนพัฒนายางพาราบางประเภทเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในการนำไปใช้พัฒนาอาชีพการทำสวนยาง และแปรรูปเพิ่มมูลค่าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)