ข่าวเด่น

กระทรวง แรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานขยับขึ้น 0.1% แตะระดับ 5.0% หลังจากทรงตัวที่ 4.9% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2008

อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. โดยปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนพ.ค.2015

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 205,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. และอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.9%

ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่ง

นอก จากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือนม.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 168,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น  172,000 ตำแหน่ง และทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.พ. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 245,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 242,000 ตำแหน่ง

ขณะ เดียวกัน ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ได้เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.3% เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.2% ในเดือนก.พ.

ส่วน ตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 63.0% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2014 จากระดับ 62.9% ในเดือนก.พ.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที 4 เมษายน 2559)

นาง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในจดหมายที่ส่งตรงถึงนายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรีกรีซ ว่า คณะกรรมการบริหารของ IMF ยังไม่มีข้อสรุปใดๆเกี่ยวกับการเจรจาประเด็นข้อตกลงหนี้สินครั้งใหม่สำหรับ กรีซ

การ แสดงความเห็นของนางลาการ์ดมีขึ้นเพื่อตอบจดหมายของนายซิปราสที่เรียกร้องให้ IMF ออกมาชี้แจงจุดยืนเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงหนี้ เนื่องจากนายซิปราซมีความกังวลต่อรายงานข่าวที่เล็ดรอดออกมาว่า IMF อาจจะถอนตัวออกจากโครงการให้ความช่วยเหลือกรีซ เพื่อบีบให้กลุ่มเจ้าหนี้ของยุโรปยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกรีซมากขึ้น

ทั้ง นี้ นางลาการ์ดกล่าวว่า "มุมมองของดิฉันก็คือว่า การเจรจาในเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป และยังไม่มีการยื่นเสนอต่อคณะกรรมการบริหารของ IMF โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ดิฉันได้ย้ำเสมอว่า IMF จะสนับสนุนเฉพาะโครงการที่น่าเชื่อถือได้ และต้องตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เป็นจริง เพราะหลักการเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของกรีซ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน"

นอก จากนี้ จดหมายที่ผู้อำนวยการ IMF เขียนถึงนายกรัฐมนตรีกรีซยังระบุด้วยว่า "IMF จะให้คณะเจ้าหน้าที่ตัวแทนของ IMF กลับไปเจรจากับกรีซอีกครั้ง ด้วยท่าทีของผู้ที่มีความเชื่อมั่นต่อกัน ไม่ใช่บั่นทอนกัน และเราจะไม่สื่อสารผ่านข้อมูลที่มีการเล็ดรอดออกมา แต่จะสื่อสารด้วยข้อมูลที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างโปร่งใส"

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 4 เมษายน 2559)

สศอ.จับเข่า 9 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ หาแนวทางดันประเทศไทยศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า เผยยังมีข้อจำกัดเพียบ หากมุ่งหวังพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้แกร่งในอนาคต รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ลงทุนแบบครบวงจร

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ ประกอบด้วย บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้าของเอเชีย นั้น ล่าสุดทาง สศอ.ได้เชิญผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายมาหารือเกี่ยวกับแผนการลงทุนผลิตรถยนต์และ ชิ้นส่วนในอนาคตอีกครั้ง

ทั้งนี้เป็นการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์แล้วจำนวน 9 ราย ได้แก่ เอ็มจี, มิตซูบิชิ, อีซูซุ, โตโยต้า, นิสสัน, มาสด้า, ฟอร์ด, ซูซูกิ, ฮอนด้า และจากการหารือดังกล่าว ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายมีความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อาทิ รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงนั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ เช่น รถยนต์มีราคาแพง ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการใช้งาน อีกทั้งตลาดยังมีความต้องการน้อย จึงไม่สามารถผลิตในลักษณะจำนวนมากๆได้ ซึ่งข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหมดนี้ ทาง สศอ.จะนำไปวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย และนำเสนอต่อนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาต่อไป

นายศิริรุจกล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการส่งเสริมรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้ประสบความ สำเร็จนั้น ทาง สศอ.ประเมินว่าจะต้องเป็นการลงทุนแบบครบวงจร คือ มีการลงทุนประกอบรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนหลัก เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กันไปด้วย โดยภาครัฐต้องพิจารณาแนวทางการส่งเสริมอย่างรอบคอบ และมีการส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย

นอกจากนี้ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ยังจะต้องมีปัจจัยสำคัญที่จะมีส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสบความสำเร็จในประเทศไทย ได้แก่ การจัดเตรียมแหล่งพลังงานไฟฟ้าและระบบการจัดการส่งไฟฟ้าที่เหมาะสม สถานีชาร์จไฟด่วนและหัวชาร์จไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน รวมทั้งแนวทางการกำจัดซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจนอีกด้วย

“สศอ.อยู่ในระหว่างดำเนินการศึกษาราย ละเอียดเกี่ยวกับแผนการส่งเสริมการสร้างฐานการผลิตยานยนต์ในอนาคต รวมทั้งข้อเสนอของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในอนาคต ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไป กับการส่งเสริมการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน และรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโค คาร์) ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งประเด็นปัญหา ต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอีกด้วย”.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ (วันที่ 4 เมษายน 2559)

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินแนวโน้มราคายางพาราใน 1-2 ปีข้างหน้าจะยังคงทรงตัว ชี้ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกแก่ชาวสวนยางพารา แนะผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้ายางพารา
ราคายางพาราแผ่น ดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับสูงสุด 180 บาท/ก.ก. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ลงมาสู่ระดับ 41-47 บาท/ก.ก. ในปัจจุบัน (มี.ค.59) จะเห็นว่าในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาราคายางพาราลดลงกว่า 5 เท่าตัว ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ ประเมิน แนวโน้มราคายางพาราจะทรงตัวใกล้เคียงระดับปัจจุบันไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า ด้วยเหตุผล 4 ปัจจัยหลัก ดังนี้
ปัจจัยแรก คือ ปริมาณความต้องการใช้ โดยยางพาราส่วน ใหญ่ถูกนำใช้ในอุตสาหกรรมยางล้อ ซึ่งจะเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ บริษัท IHS Automotive ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรถยนต์ คาดว่ายอดขายรถยนต์โลกในปี 2559-60 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3.0-4.0% ต่อปี คาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการใช้ยางพาราโลกขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% ต่อปี โดยความต้องการยางพาราของ ตลาดหลักบางส่วน ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและอินเดีย เริ่มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ในจีนและญี่ปุ่นยังดูไม่ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว (ผู้บริโภครายใหญ่ได้แก่ จีน (39.1%) อินเดีย (8.3%) สหรัฐอเมริกา (7.7%) และญี่ปุ่น (5.8%) ของปริมาณการใช้รวม 12.6 ล้านตัน)
ปัจจัยที่สองคือ ปริมาณการผลิต สถาบัน International Rubber Study Group (IRSG) ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราของโลก คาดว่าปริมาณผลิตยางพาราจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 4.0-4.2% ต่อปีในช่วงปี 2559-60 ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะมาจากขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราของอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน และอินเดียเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกินยางพาราได้ ในช่วงถัดไป (ผู้ผลิตรายใหญ่ได้แก่ ไทย (35.8%) อินโดนีเซีย (26.1%) จีน (7.1%) อินเดีย (5.8%) และมาเลเซีย (5.5%) ของปริมาณการผลิตรวม 12.6 ล้านตัน)
ปัจจัยที่สาม คือ ปริมาณสต็อกยางพารา จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอันมีสาเหตุหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกของผู้ผลิต นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้ผลิตอินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ก่อให้เกิดการทยอยสะสมสต็อก ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ IRSG เก็บข้อมูลสต็อกยางพาราของโลกมา (ผู้ผลิตที่มีสต็อกรายใหญ่ได้แก่ ไทย (16.6%) และมาเลเซีย (4.5%) ของปริมาณสต็อกรวม 3.4 ล้านตัน)
ปัจจัยสุดท้าย คือ ราคายางสังเคราะห์ จะทรงตัวในระดับต่ำตามราคาน้ำมันดิบโลก ทั้งนี้ ยางสังเคราะห์ถือเป็นสินค้าทดแทนยางพารา โดยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางสามารถปรับสัดส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในสัดส่วนที่ ต้องการได้ กล่าวคือ เมื่อราคายางสังเคราะห์ลดลง ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางก็ปรับสัดส่วนการใช้ยางสังเคราะห์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง มากขึ้น เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้น ผู้ผลิตยางพาราจึงต้องลดราคาขายของตนเองลงมา เพื่อให้สามารถขายแข่งกับยางสังเคราะห์ได้
เมื่อประเมิน 4 ปัจจัยหลักที่กระทบราคายางพาราใน 1-2 ปีข้างหน้า พอจะสรุปได้ว่า ทิศทางราคายางพารายังคงมีปัจจัยกดดันให้ทรงตัวใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน โดยคาดว่าราคายางพาราแผ่นดิบในประเทศเฉลี่ยจะอยู่ที่ 45-50 บาท/ก.ก.
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ ประเมินว่า ทิศทางราคายางพาราที่อยู่ในระดับนี้ ผลกระทบทางลบส่วนใหญ่จะตกแก่ "ชาวสวนยางพารา" เนื่องจากมีต้นทุนการเพาะปลูกยางพาราเฉลี่ย 65 บาท/ก.ก. (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556) ซึ่งจะเห็นว่าชาวสวนยางมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาที่คาดว่าจะขายได้ ทำให้มีแนวโน้มต้องเผชิญกับการขาดทุน ในขณะที่ "ผู้ค้า/ผู้ส่งออก" มองว่าผลกระทบกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการบริหารสต็อกยางพาราที่รับซื้อมา หากมีการจัดการสต็อกที่รับซื้อมาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยบรรเทาผลกระทบลงได้ ด้านผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็น วัตถุดิบในการผลิต ได้แก่ ล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ฯลฯ ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงเนื่องจากการ ผลิตใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีสูง มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จึงทำให้ราคาขายของสินค้าไม่ลดลงตามราคาวัตถุดิบยางพารา
ทั้งนี้ การที่ภาครัฐผลักดันนิคมอุตสาหกรรมกรรมยางพารา (Rubber City) ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายางพารา ซึ่งคาดว่าจะเป็นรูปธรรมในปี 2564 ผู้ประกอบการควรพิจารณาเข้ามาใช้ประโยชน์ลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา ซึ่งจะช่วยให้ราคายางพารามีทิศทางดีขึ้น และจะทำให้ Rubber City เป็นตามฝัน คือ "ชาวสวนยางพาราอยู่ได้ ประเทศชาติมีรายได้จากสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มจากยางพารา"

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 1 เมษายน 2559)

ธนาคารกลางจีนและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการธนาคารจีน (CBRC) เปิดเผยแนวทางในการใช้มาตรการหลายด้าน โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการบริโภคในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น การดูแลสุขภาพ

แนวทางดังกล่าวสนับสนุนให้สถาบันการเงินก่อตั้งบริษัทการเงินสำหรับผู้ บริโภคเพิ่มขึ้น โดยบริษัทดังกล่าวจะปล่อยเงินกู้ให้กับผู้บริโภค

ทั้งนี้ จีนได้เริ่มอนุมัติการปล่อยสินเชื่อเผื่อผู้บริโภคครั้งแรกในปี 2553 ผ่านทางโครงการนำร่องที่ครอบคลุมถึงสถาบันการเงิน 4 แห่ง ซึ่งรวมถึงแบงก์ ออฟ ไชน่า คอนซูเมอร์ ไฟแนนซ์ และแบงก์ ออฟ ปักกิ่ง คอนซูเมอร์ ไซแนซ์

บริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนให้เปิดให้ บริการในภาคอื่นๆเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึง การดูแลสุขภาพ ข้อมูล และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สถาบันการเงินต่างๆ ได้รับอนุญาตให้กำหนดวงเงินดาวน์ได้เองสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อรถยนต์ ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่และรถยนต์มือสอง ตราบใดที่เงินฝากยังคงสอดคล้องกับอัตราขั้นต่ำที่ 15% และ 30%

แนวทางดังกล่าวยังสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถกำหนดสูตรเชิงกลไกใหม่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อ เช่น ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 31 มีนาคม 2559)

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 50 แห่งการสถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง เห็นได้จากตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ปรับลดลงเรื่อยๆ จากเคยเติบโตได้ในระดับ 10% ลดลงมาเหลือ 7-8% และ 5-6% และลดลงเหลือ 3% ตามลำดับขณะที่ในบางปีเศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 1-2% ซึ่งไม่ได้มาจากปัญหาจากเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการปฏิรูปแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคาดว่าในอีก 5-6 ปี ข้างหน้าเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับ 5% อีกต่อไปหรืออาจจะขยายตัวได้ต่ำกว่าระดับ 3% ได้ หากไม่แก้ไขอย่างจริงจัง

สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศต้องดำเนินการใน 4 เรื่องที่สำคัญและต้องเร่งดำเนินการในช่วง 1 ปีครึ่งนับจากนี้ ได้แก่ 1.การสร้างความสมดุลของการพัฒนาเศรษฐกิจ ระหว่างการผลิตเพื่อส่งออก และการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออกแบบที่ทำมาตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมา หันมาสร้างการเติบโตจากภายในโดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรโดยเน้นการ เพิ่มผลผลิตของภาคเกษตร ให้ความรู้เกษตรกรให้เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวและปลูกพืชหลายชนิดเพื่อลดความ เสี่ยง ส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่เพื่อให้มีความสามารถในการใช้เครื่องจักรทำการเกษตร พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานให้เพียงพอสำหรับทำการเกษตร และทำโครงการตลาดประชารัฐเพื่อให้เอกชนมาช่วยหาตลาดรองรับสินค้า

2.การสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องนำการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม และต่อไปถ้าประเทศไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนตรงนี้ไม่ถึง 1% ของจีดีพี ในอนาคตหากธุรกิจรายใดไม่มีการสร้างนวัตกรรมหรือไม่มีการวิจัย จะพิจารณาตัดสิทธิ์การให้การสิทธิพิเศษในการลงทุน ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพราะการให้บีโอไอก็เพื่อส่งเสริมให้แข่งขันได้ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ 3.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอุตสาหกรรมของไทย โดยเน้นไปที่การเพิ่มความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้า สร้างศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่เป็นผู้ประกอบการ Start Up ที่รู้บริบทการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการผลิตรูปแบบ 4.0

4.การส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเน้นการสร้างบุคลากรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของประเทศ พัฒนาหลักสูตรใหม่ หาบุคลากรที่เหมาะสมกับการพัฒนาการศึกษาที่ทันสมัยมาทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้ต้องทำไปควบคู่กับการสร้างคุณธรรมจริยธรรมสร้างจิตสำนึกการ ไม่โกง แต่ไม่ใช่การไปกดดันรัฐบาลอย่างเดียว การไม่โกงคือสร้างจิตสำนึกร่วมกัน เอกชนก็ต้องไม่จ่ายด้วย.

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (01/04/2559)

สหพันธ์ พลาธิการและการจัดซื้อของจีน (CFLP) และสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือนมี.ค.ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.2 จากเดือนก.พ.ที่ระดับ 49

ดัชนี ที่สูงกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของจีนมีการขยายตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และหากดัชนีเคลื่อนไหวต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตหดตัวลง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 1 เมษายน 2559)

ธนาคาร กลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาสแรกของปี 2559 โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ อยู่ที่ระดับ +6 ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์โดยเฉลี่ยของตลาดที่ระดับ +8

ทั้ง นี้ ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นอ่อนแอลงนั้น มาจากเงินเยนที่แข็งค่าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ รวมถึงจีน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 1 เมษายน 2559)

เมือง Ladysmith, ประเทศแอฟริกาใต้ – บริษัท Sumitomo Rubber Industries กำลังวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อรถบรรทุกและยางล้อรถโดยสารชนิดเรเดียล (TBR) ที่โรงงานในเมือง Ladysmith ประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแอฟริกาที่เพิ่มขึ้น
Sumitomo ได้จัดสรรงบลงทุนเป็นจำนวนเงิน 55 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักรผลิตยางล้อรถบรรทุกและยางล้อรถโดยสารชนิด เรเดียลที่โรงงานที่ซื้อต่อมาจากบริษัท Apollo Tyres เมื่อปี 2556 ซึ่งบริษัทคาดว่ากำลังการผลิตใหม่จะเริ่มได้ในช่วงกลางปี 2561
กำลังการผลิตใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดจะช่วยให้บริษัทมีแข็ง แกร่งในธุรกิจยางล้อในแอฟริกาและช่วยเร่งให้เกิดการเติบโตและพัฒนาในกลุ่ม ธุรกิจยางล้อต่อไป และโรงงานแห่งนี้ยังดำเนินการผลิตโดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Sumitomo Rubber South Africa
ทาง Sumitomo ไม่ได้เปิดเผยถึงตัวเลขกำลังการผลิตและการจ้างงานที่โรงงานเมือง Ladysmith แต่ทั้งนี้โรงงานแห่งนี้ได้เปิดดำเนินการมาแล้วถึง 44 ปี มีกำลังการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งและยางล้อรถบรรทุก 10,000 เส้นต่อวัน และมีพนักงานปฏิบัติงานรายชั่วโมงจำนวน 1,121 คน
การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนเพิ่มจากเดิมที่ทาง Sumitomo ลงทุนไว้เมื่อปี 2557 เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อขยายกำลังการผลิตทั้งหมดให้ได้ถึง 12,200 เส้นต่อวันภายในปี 2559 และจะเพิ่มมากถึง 14,500 เส้นต่อวันภายในปี 2560 อีกทั้งยังทำการปรับปรุงกำลังการผลิตสำหรับยางล้อสมรรถนะสูงอีกด้วย


ที่มา http://www.tirebusiness.com, 28/03/2016

บล.โกลเบล็ก มองดัชนีหุ้นไทยได้แรงหนุนจาก เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย-รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการต่ออายุมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ และมติอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู พร้อมประมูลภายใน 3 เดือน หนุนดัชนีทดสอบกรอบแนวต้าน 1,420 – 1,430 จุด ชู STA- TRUBB เด่น รับอานิสงส์ราคายางพาราพุ่ง38% ด้านราคาทองมีแนวโน้มขึ้นต่อหลังเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ให้แนวรับ 1,205 -1,200 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และแนวต้าน 1,275-1,280 เหรียญต่อทรอยออนซ์
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่าแนวโน้มภาวะตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐส่ง สัญญาณว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางแรงกดดันจาก เศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
รวมทั้งยังรับอานิสงส์จากมติครม.ที่ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วง เทศกาลสงกรานต์ระหว่าง 9-17 เม.ย.59 ในการรับประทานอาหารนอกบ้านวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท รวมทั้งต่ออายุมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศที่สามารถหักลดหย่อนได้ ไม่เกิน 15,000 บาทต่อไปอีก 1 ปีจนถึง 31 ธ.ค.59 นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งพร้อมจะเปิดประมูลภายใน 3 เดือน
อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาปัจจัยลบที่มีแนวโน้มกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ พอสมควร อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์ GDPปี59 ลงจากเดิมที่ระดับ 3.1% สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ก.พ.59 หดตัว 1.62% เนื่องจากภาคเอกชนไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดส่งออก
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาคือการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ และการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐและกลุ่มประเทศยูโรโซน รวมทั้งในช่วงเดือนเม.ย.เข้าสู่ช่วง Preview งบการเงินกลุ่มธนาคาร และวันที่ 17 เม.ย. การประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน 15 ชาติเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดปริมาณผลิต
ด้านนายชัยยศ จิวางกูรผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก จำกัด ประเมินกลยุทธ์การลงทุนใน SET ว่าภาวะตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักเชิงบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ตัว รวมถึงปัจจัยบวกภายในประเทศที่ครม.อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการใช้จ่าย และโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
ดัง นั้นคาดว่า SET จะปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,420 – 1,430 จุด แนะนำ Selective Buy โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยรองรับ เช่น กลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ ได้อานิสงส์ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการที่ครม.อนุมัติหักภาษีกิน-เที่ยวช่วง สงกรานต์สูงสุด 15,000 บาท กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับประโยชน์จากการมติครม.อนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู และเลือก STA และ TRUBB เป็นหุ้นเด่น รับอานิสงส์จากราคายางพาราปรับตัวขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันของปีก่อน ซึ่งล่าสุดราคาอยู่ที่ระดับ 170 Yen/Kg
สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ นายสุทธิพงษ์ ศรีพรประเสริฐ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ราคาทองคำพักตัวลงในช่วงก่อนหน้าจากแรงกดดันข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ จากรายงานตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นตามคาดในเดือน ก.พ.และเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายปรับเพิ่มขึ้นในเดือนก.พ.ซึ่งเป็น ระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศไตรมาส 4/2558 เป็น 1.4% จากการประมาณการครั้งก่อนที่ 1.0% ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดหลายรายได้ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า เฟดควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงวันที่ 26-27 เม.ย.นี้
อย่างไรก็ตามราคาทองได้ฟื้นตัวขึ้นมารอบใหม่หลังนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดส่งสัญญาณด้านอัตราดอกเบี้ยในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจ แห่งรัฐนิวยอร์กเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าเฟดยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาจากแรงกดดันเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และส่งสัญญาณชัดเจนว่าคงไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบก่อนเดือนมิถุนายน ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันหลังช่วงก่อนหน้าเจ้าหน้าเฟดระดับสูงหลายรายได้ออกมา ให้ความเห็นว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า ซึ่งได้กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
ดังนั้น ประเมินแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยราคาทองเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นแรงผ่านยืนแนวต้านเส้นค่าเฉลี่ย 5 และ 10 วัน ด้วยการสร้างแท่งเทียน BULLISHหักล้างแนวลงก่อนหน้า เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันที่เริ่มปรับขึ้นและค่าสัญญาณทางเทคนิคที่ปรับขึ้นจะช่วยสร้างแรงหนุน ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ ซึ่งมีแนวรับ 1,205 -1,200 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และแนวต้าน 1,275-1,280 เหรียญต่อทรอยออนซ์

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 31 มีนาคม 2559)