ข่าวสารด้านยางพารา

กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 1.50% อีกรอบ ห่วงการลงทุนภาคเอกชนต่ำ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง หวั่นทำให้จีดีพีมีโอกาสหลุดเป้า 3.1% พร้อมเกาะติด ผลการลงประชามติ 7 สิงหาคมแต่เชื่อไม่มี ผลกระทบระยะสั้น นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50 % เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปแม้ในระยะข้างหน้าจะมีความเสี่ยง มากขึ้นที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพีไทยจะโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3.1% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น ความไม่แน่นอนภายหลังการลงประชามติในสหราชอาณาจักร หรือ Brexit ปัญหาภาคการเงินในยุโรป การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และ เงินเยนญี่ปุ่น ที่ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ ขณะเดียวกัน กนง. มีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ที่จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ ซึ่งกนง. มองว่าต้องรอการลงประชามติออกมาก่อน แต่ประเมินว่าผลกระทบในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจคงไม่มี เนื่องจากภาคธุรกิจ และเอกชน ไม่ได้แสดงความกังวลอะไรเป็นพิเศษ แต่ยังติดตามสถานการณ์การเมืองหลังทราบผลการลงประชามติ และมองว่าผล กระทบจากต่างประเทศเป็นความเสี่ยงหลัก ที่อาจจะส่งผลให้กนง.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำลงได้ นอกจากนี้กนง. ยังห่วงเรื่องเงินลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีตมาก เพราะการลงทุนภาคเอกชนจะช่วยเพิ่มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และ ความสามารถการแข่งขันของไทยได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการลงทุนภาคเอกชนผูกติดกับการส่งออก ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า และ การส่งออกยังหดตัว การลงทุนภาคเอกชนยังไม่เร่งตัวขึ้น ส่วนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าประเทศไทย ส่งผล กระทบให้เงินบาทแข็งค่านั้น ที่ประชุมกนง.มีการหารือกันว่าสาเหตุที่เงินทุนไหลเข้า เพราะต่างชาติมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่าบางช่วงเวลาเงินบาทอาจจะแข็งค่ามากเกินไป จนอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ กระทบต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศบ้าง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย มีเครื่องมือในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนหลายเครื่องมือ ไม่ใช่เฉพาะอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ซึ่งในระยะข้างหน้าอัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความผันผวนสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจกลับสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่เคยประเมินไว้เล็กน้อย เพราะแรงกดดันจากราคาพลังงานที่อาจต่ำกว่าคาด นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท. )กล่าวว่าผลกระทบจากการลงประชามติการรับร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ต่างจากผลกระทบของกรณีที่อังกฤษ ประกาศถอนตัวจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit เนื่องจาก นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมีทิศทางที่ชัดเจน ที่จะเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งต่อไป และโครงการของภาครัฐที่ประกาศออกมา ตอนนี้ก็ยังดำเนินการตามปกติ แต่กรณีของ Brexit ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นผลของประชามติอาจมีผลต่อตลาดหุ้นไทยบ้าง แต่ถ้าในระยะยาวการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีผล ต่อตลาดหุ้นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออก การเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมใน ด้านใดเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่รับรู้มาพอสมควรแล้ว และประเทศไทยก็ผ่านเรื่องราวหลายอย่างมามากพอสมควรแล้ว จึงมั่นใจว่ามีมาตรการเพียงพอในการรับมือผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับตลาด หุ้นไทย "ผลจากประชามติต่างจากผลของ Brexit เพราะประชามติมีทิศทางชัดเจน ถ้าร่างฉบับนี้ไม่ผ่าน ก็จะการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา จนในที่สุดก็มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น และเดินหน้าต่อไป แต่ Brexit จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่น่ามีผลกระทบในเชิงพื้นฐาน" นางเกศรา กล่าว ส่วนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีการปรับตัวลง น่าจะเป็นช่วงที่เรียกว่ามีการผ่อนลมหายใจบ้าง เพราะเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากกว่าครึ่งปีแรก ในช่วงนี้จึงถือเป็นการชะลอดูความแน่นอนจากผลของประชามติ "อีกทั้งกำไรบจ. ในไตรมาส 2/59 ที่ทยอยประกาศออกมาในช่วงนี้ บางบริษัทก็ดีขึ้นมาก บางบริษัทก็ทรงตัว โดยรวมอยู่ในระดับที่ไม่น่าเกลียด" นางเกศรากล่าว ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 4 สิงหาคม 2559)
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 34.86/94 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 34.93 บาท/ดอลลาร์ วันนี้คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างรอฟังผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ คือ คืนนี้สหรัฐจะมีการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ค. "วันนี้บาทคงแกว่งแคบๆ ตลาดรอติดตามผลการลงประชามติวันอาทิตย์นี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศก็เป็นตัวเลข Nonfarm Payroll เดือนก.ค.ของสหรัฐ ที่จะประกาศคืนนี้" นักบริหารเงิน ระบุ นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.85-34.95 บาท/ดอลลาร์ * ปัจจัยสำคัญ - เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 101.20 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 101.36 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินนยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1140 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1125 ดอลลาร์/ยูโร - อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 34.9450 บาท/ดอลลาร์ - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยตลอดทั้งปี 2559 คาดว่าจะติดลบ 2% โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี แม้การส่งออกจะฟื้นตัวได้เล็กน้อยจากครึ่งปีแรกที่ติดลบ 1.59% แต่ประเทศไทยก็ถือว่าติดลบน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ดังนั้น สิ่งที่จะต้องติดตามคือ ค่าเงินบาท ที่เริ่ม แข็งค่ามาอยู่ระดับ 34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นการแข็งค่าที่ระดับไม่เกิน 34.50 บาทต่อเหรียญ - ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของเงินทุนจากต่างประเทศว่า ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเงินทุนจากต่างประเทศระยะสั้นเข้ามามากขึ้น ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศเห็นว่าภูมิภาคนี้ยังคงน่าลงทุนมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่เงินไหลเข้ามา โดยในตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีเงินเข้า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นเงินที่เข้ามาในเดือน ก.ค. ขณะที่ตลาดตราสารหนี้มีเงินเข้า 3,000 ล้านเหรียญ โดยประมาณ 700 ล้านเหรียญ เป็นเงินที่เข้ามาในเดือน ก.ค. - ส.ธนาคารไทย ประเมิน การลงประชามติฯ ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และไม่มีผลต่อการลงทุนของต่างชาติเพราะลงทุนยาว พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่งนักลงทุน อยากเห็นความแน่นอน ตามที่รัฐบาลวางไว้ตามโรดแม็พ - สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ยืนยัน GDP ทั้งปีโต 3-3.5% เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐเริ่มไหลเข้าระบบในช่วงครึ่งปีหลัง เผย 4 โครงการ มูลค่า 5 หมื่นล้าน กำลังก่อสร้าง รอผลประกวดราคาอีก 4.5 แสนล้านบาท ขณะที่บีโอไอ ระบุนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น ยื่นขอรับการส่งเสริมเกินคาดหมาย เชื่อทั้งปีตัวเลขรวมถึงเป้าแน่ - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มั่นใจไทยเดินหน้าสู่สังคมดิจิทัล ปี 2560 บรอดแบนด์หมู่บ้านชัดเจนพร้อมมั่นใจรัฐบาลเปลี่ยนจุดอ่อนระบบราชการได้ ขณะที่ต่างชาติแนะเศรษฐกิจดิจิทัลต้องเริ่มจากผู้นำ - สุดสัปดาห์นี้ 7 สิงหาคม ชี้ชะตาผล "ประชามติ" รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย - สกุลเงินปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี - ธนาคารกลางอังกฤษ ประกาศฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 6 หมื่นล้านปอนด์ โดยการเพิ่มวงเงิน QE อีก 6 หมื่นล้านปอนด์ในการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลให้วงเงินรวมในโครงการอยู่ที่ระดับ 4.35 แสนล้านปอนด์ - นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในคืนนี้ รวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ค., ยอดส่งออก นำเข้า และดุลการค้าเดือนมิ.ย. และสินเชื่อผู้บริโภคเดือนก.ค. โดยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ค. ซึ่งเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลกนั้น ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 175,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. หลังจากพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนมิ.ย. - สำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 5.94 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.81 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ส่วนในครึ่งปีแรก จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 9.87…
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศในวันนี้ว่า จีนจะปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนนี้ ตามการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทั้งนี้ จีนจะปรับลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล 220 หยวน/ตัน และ 215 หยวน/ตัน ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับลดราคาเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ และเป็นการลดราคามากที่สุดในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีนี้ จีนได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน 4 ครั้ง และปรับลดลง 2 ครั้ง ภายใต้กลไกปัจจุบัน จีนจะปรับราคาน้ำมันในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงในราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่ง ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลของจีนเปลี่ยนแปลงมากกว่า 50 หยวนเป็นเวลา 10 วันทำการ ยกเว้นในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ หรือพุ่งขึ้นสูงกว่า 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 4 สิงหาคม 2559)
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางราคาน้ำมันจนถึงสิ้นปียังคงผันผวน โดยมีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ ที่ประมาณ 40-50 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล โดยปัจจัยสำคัญ คือ กำลังการผลิตจากเชลล์ออยล์ของสหรัฐที่พร้อมจะเพิ่มกำลังการผลิตตลอดเวลา หากราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น "ค่าการตลาดน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้นโดยเฉพาะดีเซลที่ค่าการตลาดมากกว่า 2 บาทต่อลิตรนั้น ทางบางจากฯ กำลังพิจารณาอย่างใก้ลชิดและพร้อมที่จะปรับลดราคาเพื่อผู้บริโภค" นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ยังผันผวน โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ประมาณ 38.47 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยทางบางจากฯยอมรับว่ามีโอกาสที่ไตรมาส 3 อาจจะขาดทุนสต๊อก หากราคาสิ้นไตรมาสไม่ขยับสูงขึ้นเพราะไตรมาส 2 ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดที่ 47-48 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีบริษัทเชื่อมั่นว่าผลประกอบการ ของบริษัทยังดีกว่าปี 2558 ซึ่งปี ที่ผ่านมามีผลขาดทุนสต๊อก 4,500 ล้านบาท โดยขณะนี้ทางบริษัทได้มีการติดตามบริหาร ความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกล่าสุดปิดตลาด ณ วันที่ 3 ส.ค.2559 ราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซัส ในสหรัฐและ เบรนท์ (ลอนดอน) ปรับขึ้นประมาณ 1.30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 40.83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ 43.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ หลังปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐปรับตัวลดลงกว่าคาดการณ์ใน ขณะที่โกลแมนแซคคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2560 จะอยู่ที่ระดับ 45-52.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจาก ค่าเงินดอลลาร์จะปรับตัวอ่อนค่าลงและยังมีปัญหาวุ่นวาย ทางการเมืองในไนจีเรียและลิเบีย ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 5 สิงหาคม 2559)
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยในเดือนก.ค. 2559 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนก.ค. 2559 อยู่ที่ระดับ 72.5 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่ ม.ค. 2559 หรือปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบปี เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่คลี่คลาย น้ำในการผลิตมีปริมาณมาก ส่งผลให้สินค้าเกษตรดีขึ้น ทั้งข้าวเปลือกที่ราคาสูงกว่า 8,000 บาทต่อตัน ยางพาราขยับมาที่ 50 บาทต่อกก. จากก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 30 บาทต่อกก. รวมถึงราคาหมู และไข่ขยับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของภาคเกษตรกรเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ ในช่วงไตรมาส 2 ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกตัวมีการปรับขึ้น ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวดีขึ้น จาก 60.6 เป็น 61.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน ปรับตัว ดีขึ้นจาก 66.5 เป็น 67.4 และดัชนีความเชื่อมั่น เกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับตัวดีขึ้นจาก 87.6 เป็น 88.7 ขณะที่ผลสำรวจการใช้จ่าย ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือนทุกตัว ทั้งการซื้อรถยนต์คันใหม่ การซื้อบ้านหลังใหม่ การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และการลงทุนทำธุรกิจ(SMEs) ในปัจจุบันส่วนด้านสังคม คือ ดัชนีความสุขในการดำรงชีวิต และภาวะค่าครองชีพ ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือน ความเห็นเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดปรับตัวดีขึ้น หรือมองว่ามีปัญหาน้อย และความเห็นเกี่ยวกับการเมือง ก็ปรับตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้หอการค้าไทยคาดว่าความเชื่อมั่นจะดีขึ้นต่อเนื่อง ในระยะยาว โดยเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็น ค่อยไป และทั้งปีจะขยายตัวได้มากกว่า 3% ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด และหากไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นก็เชื่อว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีการใช้จ่ายจะคึกคักมากขึ้น โดยประชาชนกว่า 70% ระบุว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณดีขึ้นมาตั้งแต่ในไตรมาสที่ 2 แล้ว อีกทั้งจากผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนในวันแม่ ปี 2559 นั้น พบว่าประชาชนจะมีการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจที่ 12,711.7 ล้านบาท ขยายตัวดีขึ้น 3.8% จากปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวันแม่ปีนี้คึกคักแน่นอน อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างยังมีความกังวลเกี่ยวกับการลงประชามติ เพราะยังไม่แน่ใจว่าผลของประชามติเป็นอย่างไร แต่ยังคงเชื่อว่ารัฐบาลจะมีการเลือกตั้งปี 2560 ตามโรดแมป และเชื่อว่าการเมืองจะค่อยๆ มีเสถียรภาพ สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การเมืองเดือนกรกฎาคมปรับตัวดีขึ้น ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 7 เดือน โดยปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 93.1 มาสู่ระดับ 95.8 แต่หากการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญรัฐบาลต้องเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐ ธรรมนูญใหม่ หรือนำร่างรัฐธรรมนูญเดิมมาปรับใช้จะกระทบให้เกิดการชะลอการลงทุนของภาค เอกชนและต่างชาติเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจอาจจะคึกคักน้อยกว่าที่คาด แต่หากประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีกรอบการเลือกตั้งที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนและภาคเอกชนเกิดความเชื่อมั่นและบรรยากาศทางเศรษฐกิจน่าจะดี ขึ้น "คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้การจับจ่ายใช้สอยจะกลับมาเป็นปกติได้ หากผลกระทบจากกรณีที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ที่มีผลลบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกไม่มาก และประสิทธิภาพการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น" ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรม ของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่ พบว่ามีปริมาณเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจช่วงวันแม่ 12,711.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากวันแม่ปี 2558 ที่มีเงินสะพัด 12,245.9 ล้านบาท โดยประชาชนมีการใช้จ่ายวันแม่เพิ่มขึ้น 68.9% เนื่องจากเป็นวันพิเศษ รายได้เพิ่มขึ้น และคาดว่าเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น ส่วนอีก 8.6% คาดว่าใช้จ่าย วันแม่ลดลง เพราะรายได้ลดลง เศรษฐกิจยังไม่ดี ประหยัดมากขึ้น โดยแผนการทำกิจกรรมวันแม่ พบว่า ส่วนใหญ่พาแม่ไปทำบุญ 35.7% รองลงมา คือ พาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด 25.3% และพาแม่ไปทานข้าว 23.6% ส่วนของขวัญยอดนิยมที่จะซื้อให้แม่ คือ การให้เงินสดหรือทอง รองลงมา คือ ให้พวงมาลัย / ดอกไม้ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559)
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559 เมื่อเวลา 08.08 น. มีดังนี้ ดอลลาร์ สหรัฐ รับซื้อที่ 33.62 บาท ขายออก 35.20 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 39.50 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 47.58 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.44 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.35643 บาทต่อเยน   ที่มา : INN News (05/08/2559)  
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เพียง 1 วัน ก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนก.ค. … ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 4 ส.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.95 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 18352.05 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.46 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 2164.25 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 6.51 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 5166.25 จุด ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์คาดกันว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง ลดลงจาก 287,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน ซึ่งหากตัวเลขจริงออกมาเข้มแข็งก็จะช่วยลดความกังวลจากความอ่อนแอของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ แต่หากออกมาต่ำ ก็จะยิ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน   ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (05/08/2559)
พนมเปญ - ทางการกัมพูชาเรียกร้องให้ ภาคธุรกิจยอมรับสกุลเงินหยวนของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดของการ กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีน กัมพูชานับเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดจีนที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ และยังสนับสนุนจีนทางการทูตในความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ในที่ประชุมสมาคม ประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่จีนมี นักท่องเที่ยวมาเยือนกัมพูชามากเป็นอันดับสองรองจากเวียดนาม โดยมีจำนวน เกือบ 1 ล้านคนต่อปี การกระตุ้นให้ ภาคธุรกิจรับเงินสกุลหยวนเป็นแผน ส่วนหนึ่งของกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ชาวจีนเป็นสองเท่าให้ได้ภายในปี 2563 ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559)
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 0.25% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ BoE ในการประชุมครั้งนี้ นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี นับตั้งแต่ที่ BoE ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% จากระดับ 1.00% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมเดือนมี.ค.2009 กรรมการส่วนใหญ่ของ BoE คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ในช่วงปลายปีนี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ BoE ขณะเดียวกัน BoE ได้ประกาศฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 6 หมื่นล้านปอนด์ โดยจะมีระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่ BoE จะเข้าซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชน หลังจากที่ BoE ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวในวงเงิน 3.75 แสนล้านปอนด์ในปี 2009 ท่ามกลางวิกฤตการเงินทั่วโลกในขณะนั้น และได้ปิดโครงการลงในปี 2012 การเพิ่มวงเงิน QE อีก 6 หมื่นล้านปอนด์ในการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลให้วงเงินรวมในโครงการอยู่ที่ระดับ 4.35 แสนล้านปอนด์ BoE สร้างความผิดหวังต่อตลาดในการประชุมรอบที่แล้วในวันที่ 14 ก.ค. ด้วยการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ลง 0.25% ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559)
นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ระบุในวันนี้ว่า BoE มีความพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในด้านการเงินและการคลัง หลัง BoE ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และเพิ่มวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพ ยุโรป (Brexit) ในวันที่ 23 มิ.ย. ทั้งนี้ BoE คาดว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาส 3 แต่ได้ประกาศคงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ที่ระดับ 2.0% ขณะที่ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวในปี 2017 จากระดับ 2.3% สู่ระดับ 0.8% ซึ่งเป็นการปรับลดตัวเลขคาดการณ์รายไตรมาสมากเป็นประวัติการณ์ โดยระบุถึงความไม่แน่นอนหลังการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป รวมทั้งปรับลดคาดการณ์การขยายตัวในปี 2018 จากระดับ 2.3% สู่ระดับ 1.8% BoE ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราว่างงานสู่ระดับ 5.4% ในไตรมาส 3 ของปี 2017 จากเดิมที่ระดับ 4.9% ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวเหนือระดับ 2% ในไตรมาสแรกของปี 2018 BoE มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 0.25% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ BoE ในวันนี้ นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี นับตั้งแต่ที่ BoE ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% จากระดับ 1.00% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมเดือนมี.ค.2009 กรรมการส่วนใหญ่ของ BoE คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ในช่วงปลายปีนี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ BoE ขณะเดียวกัน BoE ได้ประกาศฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ในวงเงิน 6 หมื่นล้านปอนด์ โดยจะมีระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่ BoE จะเข้าซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชน หลังจากที่ BoE ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวในวงเงิน 3.75 แสนล้านปอนด์ในปี 2009 ท่ามกลางวิกฤตการเงินทั่วโลกในขณะนั้น และได้ปิดโครงการลงในปี 2012 การเพิ่มวงเงิน QE อีก 6 หมื่นล้านปอนด์ในวันนี้ จะส่งผลให้วงเงินรวมในโครงการอยู่ที่ระดับ 4.35 แสนล้านปอนด์ BoE สร้างความผิดหวังต่อตลาดในการประชุมรอบที่แล้วในวันที่ 14 ก.ค. ด้วยการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ลง 0.25% ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 5 สิงหาคม 2559)