ข่าวสารด้านยางพารา

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ออกรายงานประจำเดือนพ.ย.ระบุว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันโอเปกในปีหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรล/วัน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 360,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันของโอเปก นับตั้งแต่ที่มีการประเมินครั้งแรกในเดือนก.ค.นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.51 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้น 130,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์เดิม สู่ระดับ 98.45 ล้านดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีดตัวสู่ระดับ 3.7% ในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.5%รายงานระบุว่า การประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. หากสมาชิกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร๋เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วันที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)
นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันจะแตะระดับสูงสุดก่อนปี 2583นายบาร์คินโดกล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์ของโอเปกบ่งชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังไม่แตะระดับสูงสุดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้าเลขาธิการโอเปกระบุว่า ประชากรทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้มีคนจำนวนมากขึ้นที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่สามารถมีกระแสไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และเครื่องทำความร้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังไม่พุ่งแตะระดับสูงสุดก่อนที่จะถึงปี 2583ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
นายซูเฮล อัล-มัสรู รมว.พลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กล่าวว่า เขาคาดว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก จะบรรลุข้อตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมสิ้นเดือนนี้นายอัล-มัสรูกล่าวว่า "การคาดการณ์ของผมก็คือโอเปกจะยังคงดำเนินการปรับลดการผลิตต่อไปเพื่อสร้างความสมดุลในตลาด"เขากล่าวเสริมว่า ขณะนี้ยังไม่มีสมาชิกประเทศใดแสดงการคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน แต่ที่ประชุมยังคงต้องพิจารณาร่วมกันเกี่ยวกับช่วงเวลาในการขยายการปรับลดการผลิตนักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้าที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
นายโทมัส สเตฟเฟน รมช.คลังเยอรมนี กล่าวในวันนี้ว่า เขามีความวิตกว่าอังกฤษจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทางสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการการแยกตัวออกจาก EU (Brexit)นายสเตฟเฟนกล่าวว่า "เราควรเตรียมพร้อมรับมือสำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในเดือนมี.ค.2562 ซึ่งขณะนี้ผมมองไม่เห็นความคืบหน้าในการเจรจา" นายสเตฟเฟนกล่าวทั้งนี้ ผู้นำ EU มีกำหนดจัดการประชุมสุดยอดในวันที่ 14-15 ธ.ค. เพื่อพิจารณาดูว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาเพียงพอที่จะยกระดับการเจรจาไปสู่ประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้ากับอังกฤษหรือไม่ ซึ่งผู้นำ EU ระบุว่าจะต้องมีความคืบหน้าในการเจรจาใน 3 ประเด็น ก่อนที่จะมีการเจรจาประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้ากับอังกฤษนายมิเชล บาร์นิเยร์ หัวหน้าคณะเจรจาของฝ่าย EU กล่าวว่า อังกฤษควรประกาศจุดยืนที่ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลักภายในเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งได้แก่ วงเงินที่อังกฤษจะจ่ายให้แก่ EU ก่อนที่จะแยกตัวอย่างเป็นทางการ, ปัญหาเรื่องชายแดนของไอร์แลนด์ และประเด็นสิทธิพลเมืองของ EU ในอังกฤษ"มีแต่เพียงผลลัพธ์จากการเจรจาที่มีความจริงใจใน 3 ประเด็นดังกล่าวเท่านั้น ที่จะช่วยให้การเจรจาคืบหน้าเข้าสู่ช่วงที่ 2" เขากล่าวทางด้านนายอันโตนิโอ ทาจานี ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า อังกฤษควรจ่ายเงินอย่างน้อย 6 หมื่นล้านยูโร (7 หมื่นล้านดอลลาร์) สำหรับการแยกตัวออกจาก EU เพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงิน"ถ้า EU ยอมรับวงเงินที่ต่ำกว่านี้ ประชากรของยุโรปก็จะต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือ แต่ทำไมเราต้องให้ชาวเยอรมัน อิตาเลียน สเปน หรือดัชท์ต้องมาจ่ายเงินในส่วนของอังกฤษ" นายทาจานีกล่าวทั้งนี้ ประเด็นการจ่ายเงินค่า Brexit ดังกล่าว ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอังกฤษและ EU ก่อนที่อังกฤษมีกำหนดต้องแยกตัวออกจาก EU ในเดือนมี.ค.2562ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในสกุลเงินหยวนพุ่งแตะระดับ 6.632 แสนล้านหยวน (1 แสนล้านดอลลาร์) ในเดือนต.ค. โดยเพิ่มขึ้น 1.19 หมื่นล้านหยวนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วส่วนปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ซึ่งครอบคลุมเงินสดหมุนเวียนและเงินฝากทุกประเภท ปรับตัวขึ้น 8.8% ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่ขยายตัว 9.2% ในเดือนก.ย.ทางด้านปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M1 ซึ่งครอบคลุมกระแสเงินสดหมุนเวียนและเงินฝากเผื่อเรียก (demand deposits) ปรับตัวขึ้น 13% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 52.6 ล้านล้านหยวน หลังจากปรับตัวขึ้น 14% ในเดือนก.ย.ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมพุ่งแตะระดับ 76.6% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีทั้งนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมแตะระดับ 76.8% ในไตรมาส 3 โดยทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วผลการสำรวจ 41 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 39 กลุ่มมีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่มผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 79.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาส 3ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.10 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ปิดตลาดที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ เมื่อคืนวันศุกร์มีแรงซื้อกลับดอลลาร์เข้ามาในตลาดเมื่อเทียบกับสกุลหลักยกเว้นยูโร ขณะที่ตลาดยังรอปัจจัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ คือ เงินเฟ้อและยอดค้าปลีก"นักบริหารเงิน กล่าว นักบริหารเงิน ยังคงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทระหว่าง 33.05-33.15 บาท/ดอลลาร์ * ปัจจัยสำคัญ - เงินเยนอยู่ที่ 113.62 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่อยู่ที่ระดับ 113.42 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1645 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกรี์ที่อยู่ที่ระดับ 1.1654 ดอลลาร์/ยูโร - อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.0940 บาท/ดอลลาร์ - ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์นี้ (13-17 พ.ย.) ที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน - ธนาคารไทยพาณิชย์ ยกเครื่องระบบการให้บริการขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันส์) โดยได้ปรับปรุง 3 ด้าน ได้แก่ ปรับรูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า สร้างกระบวนการดูแลหลังการขาย และพัฒนาระบบไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ - กรมศุลกากร นำพ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่มาบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. 60เป็นต้นไป โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการปรับปรุงพิธีศุลกากรและอนุบัญญัติศุลกากรเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกอุปสรรคในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงานมากขึ้น - สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561 สคร.เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจทั้ง 45 แห่ง ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่จำนวนมาก ได้เป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2561 ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง - ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะสนับสนุนให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ พร้อมระบุว่า เฟดจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต - สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (10 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐหลังจากวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนปฏิรูปภาษี ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับที่ผ่านโดยคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ให้ลงตัวได้หรือไม่ - สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ (10 พ.ย.) จากแรงเทขาย แม้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าและตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลดลงก็ตาม - รัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าร่างกฎหมายฉบับของวุฒิสภาจะเสนอให้ชะลอเวลาบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ตาม - ตลาดการเงินยังคงจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว หลังจากมีรายงานข่าวว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงปี 2562 ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภา ซึ่งเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายมีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎร จึงส่งผลให้เกิดความไม่แน่แนอนว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ให้ลงตัวได้หรือไม่ - นักลงทุนในตลาดการเงินจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของบรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลก ในการประชุมซึ่งจัดขึ้น โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่กรุงแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในวันอังคารที่ 14 พ.ย.นี้ ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
เศรษฐกิจโลกกำลังกลับมาสู่สภาวะแข็งแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และจำนวนประเทศที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจ “ถดถอย” ในขณะนี้ ก็มีจำนวนน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปี ทั้งยังมีแนวโน้มลดลงมากกว่านี้ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า รายงานฉบับล่าสุดของดอยช์ แบงก์ เปิดเผยว่า หากจะพิจารณาถึงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศระหว่างปี ค.ศ. 1980-2021 โดยเปรียบเทียบปีต่อปีและอ้างอิงจากการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยกองทุน การเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะพบว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้อยู่ในสภาวะที่ดีมากและดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นายทอร์สเท็น สล็อค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์ แบงก์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จำนวนประเทศที่เข้าข่าย “เศรษฐกิจถดถอย” มีจำนวนน้อยลงมากที่สุด และทำให้เชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตนั้น มีน้อยมาก ดอยช์ แบงก์ คาดการณ์ว่า การเจริญเติบโตจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นไปอย่างแข็งแรง แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะแข็งแรงตามไปด้วย เพราะถึงแม้จะไม่เห็นเค้าลางของภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ความเสี่ยงทางการเงินนั้นยังคงมีอยู่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์ แบงก์ เห็นว่าสิ่งที่เป็นความเสี่ยงมากที่สุดที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกก็คือ เงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อัตราเงินเฟ้อยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ตํ่าอยู่ เช่นในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะยังตํ่าต่อไปจนเข้าสู่ พ.ศ. 2561 แต่ก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ควรที่จะรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยให้ไว โดยควรให้ไวกว่าที่ตลาดคาดหมาย “ถ้าหากไม่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตอันใกล้ และไม่มีเค้าลางว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือจีน จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นถ้าหากจะมีอะไรก็ตามที่จะก่อให้เกิดจุดเปลี่ยน สิ่งนั้นหรือความเสี่ยงนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในทางตรงข้าม มันน่าจะเป็นการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างร้อนแรงมากจนเกินไปต่างหาก นี่คือความเสี่ยงที่น่ากลัวยิ่งกว่า” ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)
กยท.ยันบริษัทร่วมทุนฯ ช้อนซื้อตามแผน ชี้ปํญหาราคายางมาจากตลาดหด เศรษฐกิจชะลอตัว ยางล้นโลก นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ในฐานะรองโฆษกการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เผยว่า สถานการณ์ยางพาราในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ของทุกปีเป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูง ทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สำหรับปีนี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก 1.ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้  รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคาในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อราคายางของตลาดซื้อขายจริงในประเทศที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย  และ3.การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ มีความผันผวนลดลงเช่นกัน นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 ในที่ประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นแรงซื้อตลาดในประเทศ ผลักดัน และพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนกับความเป็นจริง ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ เพราะตามคาดการณ์ของที่ประชุมระหว่างประเทศ IRCo ชี้ว่าอาจมีปริมาณยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กองทุนนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้ชื่อ บจก. ร่วมทุนยางพาราไทย จะดำเนินการซื้อยางผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นการซื้อขายจริง และการซื้อขายสัญญาผ่านตลาดล่วงหน้า โดยไม่มุ่งเน้นแสวงกำไร เพื่อให้ประโยชน์ของกองทุนฯ ตกอยู่ที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนฯ ทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่งท่ามกลางราคายางที่มีทิศทางจะปรับลดลง และเข้าไปประมูลยางในราคาที่ชี้นำ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำราคาไปอ้างอิงในการต่อรองซื้อขายกับผู้ซื้อในแหล่งอื่นๆ ได้ เช่น ผลการประมูลในวันที่ 9 – 10 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา ราคายางมีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ ได้เข้าประมูลในราคา 47.10 บาท ซึ่งหากบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เข้าประมูล ราคายางที่พ่อค้าเสนอจะอยู่ที่ 46.39 – 46.49 บาท และในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. 60 ไม่มีการเข้าเสนอของบริษัทร่วมทุน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงทันที 5.61 บาท บริษัทร่วมทุนได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์มาโดยตลอด อย่าง ไรก็ตาม สำหรับการจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นร่วมกับภาคสถาบันเกษตรกร กยท. กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น โดย กยท. จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กระทรวงการคลังกำหนด และสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้ามาร่วมหุ้นได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถาบันเกษตรกร “ ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินงานบริหารจัดการภายใต้แผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการทำงานมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามบริบทนั้นๆ ที่สำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่ ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ดำเนินการมาตลอดนั้นอาจจะเห็นผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มุ่งหวังเพียงให้การพัฒนาวงการยางพาราทั้งระบบสามารถก้าวเดินไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน” รองโฆษก กยท. กล่าวทิ้งท้าย ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์หน้า (13-17 พ.ย.) โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560)