ข่าวสารด้านยางพารา

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้แถลงต่อรัฐสภายุโรปเมื่อวานนี้ว่า แม้เศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ ECB ยังจำเป็นต้องเดินหน้านโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป เพื่อกระตุ้นค่าแรงให้สูงขึ้น นายดรากีกล่าวว่า ECB ได้ทำการสำรวจพบกว่า แม้ว่าตลาดแรงงานของยูโรโซนเริ่มฟื้นตัว แต่อัตราค่าแรงก็จำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ ECB จึงเล็งเห็นว่า การขยายเวลาการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไปในช่วงหลังสิ้นปีนี้ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลักดันเงินเฟ้อให้กลับคืนสู่ระดับที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นายดรากียังกล่าวถึงกรณีการนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้ในยูโรโซนว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดการใช้สกุลเงินดังกล่าวนั้น จะอยู่ในกรอบที่จำกัด และจะไม่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อนโยบายการเงินของ ECB   ที่มา--อินโฟเควสท์ (21/11/2560)  
กรุงเทพฯ--21 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย   นายกฯ แจงปัญหายาง ทุกฝ่ายในห่วงโซ่ต้องเข้าใจภาพรวมเหตุผลความจริงตรงกัน รัฐเน้นแก้ปัญหายั่งยืน ทั้งส่งเสริมชาวสวนยางทำอาชีพเสริม-เกษตรผสมผสาน หนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเดินหน้าธุรกิจแปรรูปยาง ส่งเสริมใช้ยางเป็นผลิตภัณฑ์ยางในประเทศมากขึ้น คุม-ลดพื้นที่ปลูกยางให้เหมาะสม ร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางรายสำคัญของโลก รวมถึงมีการยางแห่งประเทศไทยบริหารจัดการยางของประเทศแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพ วอนคิดใหม่ อดทน แก้ปัญหาร่วมกัน   เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ถึงปัญหาราคายางและแนวทางการแก้ไขว่า การทำงานของรัฐบาล และ คสช. มุ่งเน้นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ และต้องดำเนินการเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ให้แก้ไขได้อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา หลายปัญหารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไข ด้วยมาตรการระยะสั้น ทำควบคู่กับมาตรการระยะกลาง มาตรการระยะยาว เพื่อแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา ไม่ให้เกิดซ้ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ วันนี้ ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงเหมือนอย่างที่รัฐบาลเข้าใจ ให้เกิดความร่วมมือกัน วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เราต้องคิดร่วมกัน ทำร่วมกันให้ได้ สำหรับปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ราคายางพาราตกต่ำ จำเป็นต้องเข้าใจในภาพรวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในแนวทางที่จะร่วมมือกันได้ เรื่องที่ 1. ประเด็นราคายางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ มีความเกี่ยวโยงกันมากมายกับสถานการณ์หลายอย่าง ที่สำคัญราคาน้ำมันในตลาดโลก จะสะท้อนต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ ที่สามารถใช้ทดแทนยางธรรมชาติได้ เช่น ช่วงปี 2540 ถึง 2548 น้ำมันราคาแพง ทำให้ราคายางสังเคราะห์แพงตาม ส่งผลให้หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย หันไปส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้ายางสังเคราะห์ แต่เมื่อราคาน้ำมันลด ราคายางสังเคราะห์ลดตาม แต่ปริมาณการผลิตยางธรรมชาติกลับเพิ่มปริมาณ และเกินความต้องการของตลาด เพราะกลับไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ราคาต่ำกว่า จึงส่งผลต่อราคายางธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เรื่องที่ 2. ประเด็นปริมาณการผลิตยางพารา สืบเนื่องจากข้อแรก ช่วงปี 2554 ถึง 2558 ทิศทางของโลกลดการผลิตลง แต่ไทยผลิตเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในอดีต ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเดิมที่ทำให้ผลผลิตในช่วงปัจจุบันนี้มีจำนวนมากพอสมควร ทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน ที่สำคัญเกษตรกรชาวสวนยางไทย จะปลูกยางเป็น "พืชเชิงเดี่ยว" เป็นส่วนมาก ทำให้เมื่อราคายางผันผวน จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนอย่างรุนแรง เหมือนเช่นในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในส่วนของประเทศอื่นนั้น เกษตรกรจะปลูก "พืชทางเลือก" เสริมควบคู่กับการปลูกยาง เช่น มาเลเซียในระยะ 20 ถึง 30 ปีที่ผ่านมา ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นมากขึ้น เช่น ปาล์มน้ำมัน ส่วนอินโดนีเซีย เป็นการทำเกษตรแบบยังชีพ ควบคู่ไปกับการทำประมง หรือทำอาชีพอื่นเสริมร่วมกับผลผลิตจากยางพารา เมื่อราคายางลดลงผู้ปลูกยางในประเทศเหล่านี้ ก็จะชะลอการกรีดยางแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อเป็นการหารายได้เข้ามาแทนไม่ใช่การกรีดยางเป็นอาชีพหลักเช่นเกษตรกรในประเทศไทย เรื่องที่ 3. ประเด็นการใช้ยางพาราในประเทศน้อยลง เมื่อเทียบผลผลิตยางพาราของประเทศไทย เฉลี่ย 4.47 ล้านตัน มีการใช้ยางพาราในประเทศเพียง 0.60ล้านตัน ที่เหลือเป็นการส่งออก ซึ่งทำให้ราคายางพาราต้องขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก ซึ่งแปรผันตามปริมาณความต้องการของประเทศผู้ใช้ยาง และผูกโยงกับราคาน้ำมัน เพิ่มความซับซ้อน จนไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถือเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก มีพื้นที่กรีดยางพารารวมกัน 50.23 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.09 ของเนื้อที่กรีดยางพาราทั้งโลก มีผลผลิตรวม 8.56 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 63.27 ของผลผลิตโลกก็ตาม แต่อินโดนีเซีย ที่แม้จะมีการใช้ยางพาราในประเทศน้อยมากอย่างที่กล่าวไป การปลูกยางไม่ใช่รายได้หลัก ส่วนมาเลเซีย ได้สร้างสมดุลการใช้ยางพาราในประเทศ ให้ใกล้เคียงกับผลผลิตรวม ทั้งสนับสนุนการปลูกปาล์มน้ำมัน และการปลูกพืชเชิงซ้อนอื่นๆ อีกด้วย เรื่องนี้เราต้องให้ความสำคัญ ต้องช่วยกันทำต่อไป เรื่องที่ 4. ประเด็นความไม่เหมาะสมของพื้นที่ปลูกยางพารา ในปี 2559 ประเทศไทยมีพื้นที่กรีดยางราว 20 ล้านไร่ โดยเฉลี่ยอัตราผลผลิต ประมาณ 225 ถึง245 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่พื้นที่กรีดยาง ภาคเหนือให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำสุด คือ 143 กิโลกรัมต่อไร่ และภาคอีสานให้ผลผลิตเพียง 185 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากอากาศ ปริมาณน้ำ และสภาพดิน ไม่เหมาะกับการปลูกยางพารา ที่ต้องการอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุก เหมือนภาคใต้ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งปัญหาค่าขนส่งผลิตภัณฑ์ยางมาสู่ตลาดกลาง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภาคใต้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของเกษตรกรชาวสวนยางที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย แนวทางการแก้ไขปัญหาของยางพาราเพื่อความยั่งยืน 1. ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางประกอบอาชีพเสริม ตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน การปลูกพืชแซม…
นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) พร้อมด้วยตัวแทนชาวสวนยาวกว่า 10 คน เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อยื่นหนังสือแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติยางพาราไทยอย่างยั่งยืนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีตัวแทนรัฐบาลเป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว   นายสุนทร ระบุว่า จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างผิดปกติจนนำมาสู่วิกฤิตยางพาราไทย ส่งผลกระทบให้ชาวสวนยางทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างหนัก มีหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และมีความไม่มั่นคงในอาชีพ สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุยางพาราตกต่ำนั้นมองว่าสาเหตุสำคัญมาจากการบริหารงานที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รวมทั้งผู้บริหาร กยท.ที่มิได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้พยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อ กยท.แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจและไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นสมาคมฯ จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติยางพาราไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกของ พ.ร.บ.การยางฯ ดังนี้ 1.ให้ กยท.แก้ไขประกาศคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์สามารถจดทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยางได้ตามมาตรา 4 ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ผู้ซึ่งจ่ายภาษี CESS เข้าถึงสิทธิและผลประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การยางฯ 2.ให้ กยท.แก้ไขระเบียบว่าด้วยการจัดสวัสดิการให้ชาวสวนยาง เพื่อจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมาตรา 49(5) ในรูปแบบสังคมสวัสดิการ ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอและมติในที่ประชุมเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ พร้อมกับข้อเสนอแนะเร่งด่วน ให้กยท.จ่ายเงินสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยางแก่คนกรีดยางรายละ 3,000 บาท เพื่อเยียวยาและช่วยเหลือในช่วงที่เกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ 3.ให้ กยท.แก้ไขระเบียบว่าด้วยการปลูกแทนตามมาตรา 49(2) เพื่อให้ชาวสวนยางปรับเปลี่ยนการทำสวนยางเชิงเดี่ยวมาทำสวนยางอย่างยั่งยืน ด้วยการลดจำนวนต้นยางให้เหลือ 40 ต้น/ไร่ เพื่อปลูกพืชร่วมยาง ทำเกษตรผสมผสาน และทำเกษตรอินทรีย์ในสวนยาง โดยให้ กยท.จ่ายค่าชดเชยการปลูกแทนบางส่วนสำหรับสวนยางที่เปิดกรีดแล้ว ส่วนอัตราการจ่ายค่าชดเชยการปลูกแทนบางส่วนนั้นให้ขึ้นอยู่กับอายุของต้นยาง 4.ให้ กยท.ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยให้ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์รวมกลุ่มกันเป็นชุมชน เพื่อใช้สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43(2) ในการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขให้ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ต้องลดจำนวนต้นยางให้เหลือ 40 ต้น/ไร่ และปลูกต้นไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 40 ต้น/ไร่ เพื่อเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นป่าเศรษฐกิจหรือป่ายางที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและสมดุลนิเวศ ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือเพิ่มพื้นที่ป่าให้แก่ประเทศ 5.ให้ กยท.จัดทำยุทธศาสตรและแผนแม่บทว่าด้วยการยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตชาวสวนยาง ทั้งนี้ให้ กยท.สนับสนุนงบประมาณการทำงานวิจัย เพื่อหารูปแบบทางเลือกและทางรอดของชาวสวนยาง และสร้างเสริมสุขภาวะแก่ชาวสวนยาง 6.การแก้ไขปัญหาวิกฤติยางพาราไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไก พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ตามข้อ 1-5 ให้ กยท.ตั้งคณะอนุกรรมการ โดยชาวสวนยางมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง "เราอยากเสนอข้อมูลที่แท้จริงให้กับนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้มีเจตนาจะมาไล่ใครออก ที่ผ่านมานายกฯ ฟังข้อมูลข้างเดียวจากข้าราชการที่พยายามปกปิดข้อมูลในการบริหารการยางที่ล้มเหลว ไปเชื่อข้อมูลผิดๆ...วันนี้เราอยากมายื่นหนังสือถึงท่านนายกฯ เพื่อชี้แจงถึงวิธีแก้ปัญหายางพาราที่ถูกต้องและยั่งยืน" นายสุนทร กล่าว สำหรับกรณีข้อเสนอให้ปลดคณะกรรมการ กยท.นั้น นายสุนทร กล่าวว่า ขณะนี้ก็ครบกำหนดเวลา 7 วัน ที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าความคืบหน้าของการตรวจสอบเป็นอย่างไร ในขณะที่ข้อเสนอให้ยกเลิกบริษัทร่วมทุนฯ นั้น ทาง สคยท.จะมาติดตามกรณีนี้ต่อไป "เราคงไม่เกี่ยงเรื่องเวลา ขอแค่ให้นายกฯ นำเอกสารไปดู หากรัฐบาลยังเพิกเฉย พวกผมคนใต้ก็อยากมาเตือนว่าอย่าให้เป็นกรณีน้ำผึ้งหยดเดียว หากยางพารายังราคา 3 กิโล 100 ผมว่า ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อให้มีกฎหมายก็คงจะใช้บังคับไม่ได้ เพราะพวกผมจะยอมทำผิดกฎหมายมากกว่ายอมให้ลูกต้องอดตาย" นายสุนทรกล่าว ที่มา--อินโฟเควสท์ (21/11/2560)  
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงการไปมณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อประชุมในเวทีสุดยอดผู้นำกลุ่มผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพาราระหว่างประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิก 15 ประเทศ ในการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางที่ผันผวน โดยการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้ยางมากขึ้น   นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมเจรจาทางการค้ากับบริษัท Hainan Rubber Industrial Group โดยตรง ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน โดยการเจรจาในครั้งนี้ เป็นการทำสัญญาแบบ Business to Business ระหว่าง 2 องค์กร เพื่อวางเป้าในการซื้อขายยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดที่มาสนับสนุนการพัฒนาตลาดยางของ กยท. ที่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลางยางพาราทั้ง 6 แห่ง ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่น 108 ตลาด ตลาดกลางน้ำยางสด รวมไปถึงตลาดยางก้อนถ้วยทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก ที่กำลังจะเป็นเพิ่มเติม “กยท.จะเป็นตัวกลางในการจัดหาและรวบรวมผลผลิต พร้อมเปิดรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อม และสนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการขอทำสัญญาซื้อยางในล๊อตแรก จำนวน 10,000 ตัน คาดว่าพร้อมส่งมอบในเดือนธันวาคม นอกจากนั้นแล้ว ทางฝ่ายผู้ซื้อจากประเทศจีน ยังแสดงความสนใจที่จะให้ กยท. รวบรวมยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางแท่ง โดยวางเป้าหมายไว้ ปีละกว่า 200,000 ตัน ซึ่งภายหลังการส่งมอบยางในชุดแรกแล้ว คงจะเจรจาในรายละเอียดวิธีการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน" นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า มณฑลไห่หนาน ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารามาแล้วกว่า 50 ปี เป็นพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน โดยมีรัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ปัจจุบันเฉพาะมณฑลนี้มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 3 ล้านไร่ แต่เมื่อพบว่าการทำเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยวทำให้เผชิญปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรในระยะยาว รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนให้ผู้ปลูกยางในไห่หนาน หันมาปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยปัจจุบันมีรายได้จากสินค้าเกษตรกว่า 8 ชนิด เช่น ส้ม ใบชา กาแฟ และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวยกับการปลูกยางนักเมื่อเทียบกับประเทศแถบร้อน ทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังเผชิญกับพายุพัดถล่มบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ายางจากประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศไทย “มลฑลไห่หนาน อยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ใช้ยางพารา จึงมีความเข้าใจในสถานการณ์ความผันผวนของยางพาราเป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะให้ราคาเป็นไปในทิศทางที่สูงขึ้น จึงนำมาสู่การร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ส่งต่อถึงมือชาวสวนยางไทยอย่างแน่นอน" ที่มา--อินโฟเควสท์ (21/11/2560)  
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้นในเดือนต.ค.มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มาได้เบาบางลง อย่างไรก็ดี ภาวะขาดแคลนบ้าน ซึ่งส่งผลให้ราคาบ้านแพงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด ทั้งนี้ ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 5.42 ล้านยูนิตในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองลดลง 0.9% ในเดือนต.ค. ยอดขายบ้านเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค ทั้งทางตะวันตก, มิดเวสต์, ทางใต้ และทางตะวันออกเฉียงเหนือ   ที่มา--อินโฟเควสท์ (22/11/2560)  
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (21 พ.ย.) โดยนักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อเก็งกำไรก่อนที่การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 41 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 56.83 ดอลลาร์/บาร์เรล   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 35 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 62.57 ดอลลาร์/บาร์เรล นักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อเก็งกำไรในสัญญาน้ำมันดิบ ก่อนที่การประชุมกลุ่มโอเปกจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยที่ประชุมจะหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน รายงานระบุว่า ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาน้ำมันดิบปิดในแดนบวก แต่ภาวะการซื้อขายในตลาดยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันแสดงไว้ เนื่องจากผู้ผลิตมีกำไรจากการผลิตต่อบ่อน้ำมันมากขึ้น ทางด้านบริษัทเอฟจีอี ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ได้ออกรายงานเตือนว่า ถึงแม้ภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมันจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นในปีหน้า แต่ตลาดอาจทรุดตัวลงในปี 2562 หากสหรัฐยังคงเพิ่มการผลิตน้ำมันต่อไป นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูสถานการณ์ในอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มโอเปก หลังจากมีรายงานว่า ผู้บริหารอย่างน้อย 50 รายจากบริษัทน้ำมัน PDVSA ของรัฐบาลเวเนซุเอลาได้ถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชั่น โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากคณะกรรมการสมาคมสัญญาสว็อปและตราสารอนุพันธ์ระหว่างประเทศ (ISDA) ระบุว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ผิดนัดชำระหนี้ หลังจากที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรและตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทน้ำมัน PDVSA ตามระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap : CDS) ที่มา--อินโฟเควสท์ (22/11/2560)  
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 หดตัวจากการปรับตัวลดลงของราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ขณะที่ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนาไม จะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค คาดแนวโน้มรายได้เกษตรกรในเดือน พ.ย.60 ยังลดลงต่อเนื่อง   ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 ลดลง 2.42% จากเดือน ต.ค.59 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น และภาวะการค้ายังชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ราคาจึงเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ, ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง และสุกร เนื่องจากภาวะฝนตกและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคชะลอตัว ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการร่วมมือกันระหว่าง 3 สมาคมมันสำปะหลังในการกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับส่งออกมันเส้น โดยไม่ขายตัดราคากัน, ไก่เนื้อ เนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อการส่งออกสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน ต.ค.60 ลดลง 1.57% จากเดือน ต.ค.59 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และลองกอง ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน ต.ค.60 ลดลง 3.96% จากเดือนต.ค.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง หากมองผลวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีสินค้าเกษตร พบว่า เดือน พ.ย.60 แนวโน้มรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าจะลดลง 4.61% จากเดือน พ.ย.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง 5.19% โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ แนวโน้มสินค้าเกษตรที่สำคัญเดือน พ.ย.60 พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. และกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสภาเกษตรกร ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่แท้จริงตามนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 20 จังหวัด พบว่า ข้าวหอมมะลิ ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายข้าวครบวงจรที่ตั้งไว้, ข้าวเหนียวนาปี ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้แนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายจำนำยุ้งฉางภายใต้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2560/61 เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดราคารับจำนำที่ 90% ของราคาเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง อยู่ที่ 10,800 บาทต่อตัน ซึ่งได้รับการตอบรับดีโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ส่งผลให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวปริมาณฝนลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นที่ลดลง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านโมเดลไตรภาคีเชื่อมโยง รับซื้อผลผลิต และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรเพื่อการรวบรวมผลผลิต มันสำปะหลัง คาดว่าดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอลและมีการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์ กุ้งขาวแวนนาไม ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาเดือน พ.ย.60 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับตัวลงจากเดือน ต.ค.60 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไข่ไก่และสุกร จากผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เดือน ธ.ค.60 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว ด้านดัชนีราคาคาดว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ธ.ค.59 ขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น…
สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์และเยนในการซื้อขายที่โตเกียววันนี้ ภายหลังจากที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายนั้นคว้าน้ำเหลว สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ยูโรเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.1753-1.1755 ดอลลาร์ และ 131.68-131.72 เยน เทียบกับระดับ 1.1786-1.1796 ดอลลาร์ในนิวยอร์ก และ 1.1787-1.1788 ดอลลาร์ และ 132.69-132.73 เยนที่ตลาดโตเกียว เมื่อวันศุกร์ ทั้งนี้ มีแรงขายเงินยูโรเข้ามาในตลาดโตเกียวช่วงเช้า ภายหลังจากที่พรรคพรรคประชาธิปไตยเสรี (FDP) ไม่สามารถสรุปการเจรจากับกลุ่มพรรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของนางแมร์เคิลได้ แม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม ความล้มเหลวในการเจรจาดังกล่าวทำให้นางแมร์เคิลขาดเสียงข้างมากในรัฐสภา และอาจจะกดดันให้เยอรมนีต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง   ที่มา--อินโฟเควสท์ (20/11/2560)  
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.73 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก   ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.79 บาท/ดอลลาร์ วันนี้เงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% และยังได้ปรับคาดการณ์ GDP ทั้งปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 3.9% จาก เดิมที่ 3.7% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าต่อ "วันนี้สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ซึ่งออกมาดี เลยหนุนให้บาทแข็งค่าต่ออีก" นักบริหารเงินระบุ นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าต่อ ให้กรอบไว้ที่ 32.70-32.80 บาท/ดอลลาร์   * ปัจจัยสำคัญ   - เย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 112.10 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 112 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.743 ดอลลาร์/ยูโร - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.38 จุด เพิ่มขึ้น 5.00 จุด (+0.29%) มูลค่าการซื้อขาย 49,171 ล้านบาท - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 371.57 ลบ.(SET+MAI) - สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส และขยายตัวเร่งขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกสินค้าและการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนรวม ส่วน ในด้านการผลิต มาจากแรงหนุนการผลิตสาขาอุตสาหกรรม ค้าส่ง-ค้าปลีก สาขาไฟฟ้า ก๊าซ โรงแรม ภัตาคาร สาขาขนส่ง และคม มนาคม พร้อมปรับคาดการณ์ GDP ของไทยทั้งปี 60 เพิ่มเป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ 3.7% และคาดการณ์ GDP ในปี 61 ว่าจะเติบโตได้ในช่วง 3.6-4.6% - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้มุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับระดับปิดในสัปดาห์ก่อนที่อยู่ที่ระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมคาดว่าการเกินดุลบัญชีเดิน สะพัดของไทย กระแสเงินทุนไหลเข้าระลอกใหม่ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะส่งผลให้เงินบาท ในช่วงที่เหลือของปีเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นเดือน แรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 192,425 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,180 ล้านบาท สาเหตุ จากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่น สูงกว่าประมาณการ 4,444 ล้านบาท และ 1,376 ล้านบาท หรือ 14.8% และ 8.3% ตามลำดับ โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดา - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นจำนวน 183,814 ล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงิน งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 428,374 ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 40,600 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 304,817 ล้านบาท ซึ่งฐานะการคลังในเดือนตุลาคม 2560 ถือว่าอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง - กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในช่วง…
นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อลดภาวะเงินฝืดทั้งนี้ นายอาเบะแถลงในรัฐสภาว่า ตนเองหวังว่า BOJ จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% โดยเสริมว่า ตนเองจะปล่อยให้ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดมาตรการทางการเงินเฉพาะที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)