ข่าวสารด้านยางพารา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงในการผลักดันให้มีการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี เพื่อที่จะทำให้บริษัทของสหรัฐนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมการจ้างงาน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากภาวะ เศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ยังคงมีคำถามค้างคาในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปภาษีจะได้ผลหรือไม่ ฟอร์ด โอ คอนเนล นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า หากคุณต้องการที่จะสร้างงานแล้วละก็ คุณจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปภาษี เมื่อปี 2557 สหรัฐเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุดอันดับ 3 ของโลกที่ 39.1% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า อัตราภาษีที่ระดับดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ ทรัมป์ต้องการที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แต่เรื่องนี้ก็มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายภาษีอาจจะส่งผลกระทบต่ออำนาจในการควบ คุมสภาคองเกรสโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะสั่นคลอนตำแหน่งประธานาธิบดีของนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็น นักการเมือง ทรัมป์กำลังผลักดันกฎหมายภาษีที่จะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ภายหลังจากที่การขยายตัวเป็นไปอย่างซบเซามาเป็นเวลาหลายปี และก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2550-2551 ในขณะที่การขยายตัวของ GDP ที่ฟื้นตัวขึ้นในระดับหนึ่งในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการให้ GDP ขยายตัวมากขึ้นกว่านี้ ทรัมป์ยังพร้อมที่จะเสนอสิ่งจูงใจให้กับบริษัทของสหรัฐให้กลับมาทำธุรกิจใน ประเทศ ในช่วงเวลาที่เม็ดเงินประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ตกอยู่ในต่างประเทศ ดาร์เรล เวสท์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบันบรูกกิ้งส์ กล่าวกับซินหัวว่า แผนปฏิรูปภาษีที่จะช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ด้วยการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงและดูแลให้ขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสาร สะดวกขึ้น จึงมีแนวโน้มว่า บริษัทเหล่านี้จะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในระดับสากล และทำให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในจุดยืนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเพิ่มรายได้ ของบริษัท แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเดโมแครตนั้น ดูเหมือนจะมองว่าแผนการเรื่องภาษีจะเป็นประโยชน์เฉพาะชนชั้นสูง และยังไม่สามารถเพิ่มการจ้างงาน ในขณะที่รีพับลิกันอ้างว่า แผนการณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อโดยรวม เวสท์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่แน่นอนว่า แผนการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้หรือไม่ และยังไม่มีความชัดเจนด้วยว่า เม็ดเงินที่ได้เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีจะช่วยสร้างงาน เพราะหลายๆบริษัทได้ใช้เงินส่วนเกินไปกับการเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือ หุ้นมากกว่าที่จะเพิ่มการจ้างงาน มีแนวโน้มว่า หลายบริษัทจะทำเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยครอบครัวชนชั้นกลางแต่อย่างใด เวสท์ กล่าวว่า แผนการนี้จึงเดินหน้าไปเพื่อที่จะช่วยบริษัทและคนรวย มากกว่าที่จะช่วยชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ทำให้ทรัมป์ได้เข้าสู่ ทำเนียบขาว แผนการโดยรวมนั้นจึงเกี่ยวพันกับบริษัทและคนรวยอย่างมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทางการเงิน ขณะที่แผนการดังกล่าวไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ที่เป็นชนชั้นกลางที่โหวตเลือกทรัมป์แต่อย่างใด บางส่วนตั้งความหวังว่า แผนการด้านภาษีของทรัม์จะนำบริษัทต่างๆกลับเข้ามายังสหรัฐมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่แรงงานจำนวนมากหันไปทำงานในต่างประเทศ และกลุ่มคนทำงานชั้นกลางก็ประสบปัญหาในการหางานทำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานบริหารของบรอดคอม ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ได้แถลงข่าวกับทรัมป์ พร้อมกับประกาศว่า บริษัทจะย้ายสำนักงานจากสิงคโปร์กลับมายังสหรัฐ ด้านโอคอนเนล กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีที่ถูกต้อง จะทำให้บริษัทหวนกลับมายังสหรัฐมากขึ้น เหมือนกับบรอดคอม อย่างไรก็ดี เวสท์ โต้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆจะทำตาม กฎหมายฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่ ทรัมป์ต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว ขณะที่พรรครีพับลิกันเองไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆได้เลย ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค. แม้ว่าทรัมป์จะควบอำนาจทั้งที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายอาจจะทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียความได้เปรียบใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะจัดขึ้นในปีหน้านี้ โอคอนเนล กล่าวว่า เดโมแครตคิดว่า หากรีพับลิกันพ่ายในการผลักดันกฎหมายดังกล่าว พรรครีพับลิกันก็จะสูญเสียเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอธิบายต่อไปว่า เป้าหมายของพรรคเดโมแครตที่จะทำลายสิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ก็เพื่อที่จะชี้ชะตาในการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์นั่นเอง เรียกได้ว่ามีการกำหนดแนวทางการต่อสู้ไว้แล้ว ข่าวดีสำหรับทีมทรัมป์ก็คือ กฎหมายอาจจะผ่านการพิจารณาก็เป็นได้ หากชาวอเมริกันพอใจ FiveThirtyEight สื่อสหรัฐซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการใช้ข้อมูลในการคาดการณ์ เรื่องการเลือกตั้ง ระบุว่า สิ่งที่พรรครีพับลิกันอาจจะต้องการสำหรับชาวอเมริกันก็คือ การทำให้ชาวอเมริกันชอบแผนการด้านภาษีจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนไม่รังเกียจกฎหมายดังกล่าว แต่ในช่วงเวลาที่เดโมแครตได้วิจารณ์กฎหมายดังกล่าว วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ กล่าวว่า ชาวอเมริกันจะหันหลังให้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ในที่สุด ยิ่งมีการแสดงความเห็นกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เรื่องนี้ก็จะส่งกลิ่นมากยิ่งขึ้น สมาชิกพรรคเดโมแครตมองว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ประโยชน์แค่บริษัทเท่านั้น แต่ปล่อยชนชั้นกลางไว้เบื้องหลัง แต่ในขณะเดียวกัน วอชิงตันโพสต์ ซึ่งปกติมักจะถูกมองว่าอยู่ข้างเดโมแครต ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิกของเดโมแครตนั้น พลาดในการที่อ้างว่าแผนการด้านภาษีของทรัมป์จะทำให้ชนชั้นกลางเสียภาษีเพิ่ม ขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า ร่างกฎหมายจะผ่านการพิจารณาในที่สุด แม้ว่า ทรัมป์จะต้องหาทางรับมือกับพรรคเดโมแครตก็ตาม โอคอนเนล กล่าวว่า กฎหมายนี้จะผ่านการอนุมัติ แต่คำถามก็คือ จะผ่านเมื่อใด และจะเป็นกฎหมายตามความต้องการของรีพับลิกันเท่านั้นหรือไม่ และเดโมแครตจะเข้ามาร่วมวงหรือไม่ บทวิเคราะห์โดย แมทธิว รัสลิง ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)
นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า โอเปกกำลังหาทางบรรลุฉันทามติ ก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. เกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน "ผมยังไม่ได้ยินว่ามีสมาชิกชาติใดคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต" นายบาร์คินโดกล่าว "เรากำลังทำการหารือกัน เพื่อให้บรรลุฉันทามติก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย." เขากล่าว คำกล่าวของนายบาร์คินโดบ่งชี้ว่า โอเปกมีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 30 พ.ย. ข้อตกลงฉบับปัจจุบัน ระบุให้โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันล้นตลาด ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการ ผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า นอกจากนี้ นายบาร์คินโดยังกล่าวว่า ขณะนี้โอเปกกำลังเตรียมเชิญประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มเข้าร่วมการประชุมใน วันที่ 30 พ.ย. แต่เขาปฏิเสธที่จะระบุรายชื่อประเทศที่จะได้รับเชิญ ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)
ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 1.98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 54.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 58.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 2.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 73.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 70.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก - Baker Hughes Inc. รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig) ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 8 แท่น มาอยู่ที่ 729 แท่น ลดลงมากสุดในรอบกว่าปี - OPEC/กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกแสดงความตื่นตัวในการขยายเวลาข้อตกลง การควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 เป็นสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 61 และจะพยามยามบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนการประชุม OPEC ในวันที่ 30 พ.ย. 60 ทั้งนี้มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman ให้การสนับสนุนข้อตกลงการขยายเวลาควบคุมปริมาณการผลิตข้างต้น - Reuters Survey รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 80,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 32.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นระดับความร่วมมือลดปริมาณการผลิต (Compliance Rate) ที่ 92% สูงกว่าเดือน ก.ย. 60 ที่ 86 % เพราะเวเนซุเอลาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการผลิตขาดเสถียรภาพ ผนวกกับซาอุดีอาระเบียยังเคร่งครัดในการผลิตอย่างต่อเนื่อง - Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล ลดลงมากกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Bloomberg ที่คาดว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล - Commodity Futures Trading Commission (CFTC) รายงานสถานะการลงทุนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่นิวยอร์กและ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. 60 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับสถานะถือครองสุทธิ (Net Long Position) เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 63,072 สัญญา มาอยู่ที่ 343,705 สัญญา สูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ - Reuters รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 20,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 10.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งผลิตบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคปิดซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปริมาณการผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ความร่วมมือที่ตกลงไว้กลุ่ม OPEC ที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน - กระทรวงน้ำมันอิรักรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากทางใต้ ในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 3.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานของอิรัก นาย Jabar…
KUALA LUMPUR: International Tripartite Rubber Council (ITRC) collaboration has not been very successful in stabilising global natural rubber (NR) prices as two member countries, Thailand and Indonesia, failed to adhere to the programme set out. https://i2.wp.com/globalrubbermarkets.com/wp-content/uploads/2017/10/itrc-not-very-successful-in-stabilising-rubber-prices-datu-nasrun.jpg?resize=336%2C225&ssl=1 336w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" width="350" height="234" style="box-sizing: border-box; max-width: 100%; height: auto; text-align: center; clear: both; display: block; margin: 6px auto 21px;"> International Tripartite Rubber Council (ITRC) collaboration has not been very successful in stabilising global natural rubber (NR) prices as two member countries, Thailand and Indonesia, failed to adhere to the programme set out. — Bernama Deputy Plantation Industries and Commodities Minister Datuk Datu Nasrun Datu Mansur said top rubber producing countries, Thailand, Indonesia and Malaysia who were also members of the ITRC, were supposed to comply with the Agreed Export Tonnage Scheme (AETS), aimed at stabilising natural rubber prices and develop sustainable production. Nevertheless, he said other initiatives introduced by the ITRC managed to curb prices from eroding further and helped boost prices, at least in the short term. “ITRC member countries currently account for about 67% of the total NR produced in the world. \’ “Hence, initiatives introduced by the council have been able to influence NR prices to a certain extent only and not comprehensively,” he…
บริษัท Vietnam Rubber Group (VRG) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของเวียดนาม ได้อนุมัติการขายหุ้น 25 % ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก มูลค่า 12.8 พันล้านด่อง (563 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) การขายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนของเวียดนามที่จะลดหุ้นของรัฐวิสาหกิจ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีที่แล้ว โดยรัฐบาลได้ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมว่า มีแผนที่จะขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจ 135 แห่งในปี 2017 VRG มีแผนที่จะขายหุ้น 11.88 % ของบริษัทฯ ให้กับสาธารณชน และอีก 11.88 % ให้กับผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ แต่บริษัทฯ ยังไม่ได้คัดเลือกผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะขายหุ้นให้กับพนักงานของบริษัทฯ และสหภาพแรงงาน 1.21 และ 0.03 % ตามลำดับ และรัฐบาลเวียดนามจะถือหุ้น 75 % ที่เหลือ ที่มา: http://rubberjournalasia.com/vietnam-rubber-group-plans-to-raise-563-million-in-share-sale/ 
เมื่อเร็วๆนี้ กรมสถิติได้เปิดเผยว่า การผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 เป็น 61,252 ตัน  เมื่อเทียบกับ 55,121 ตัน เมื่อเดือนก่อน กรมดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ผลิตยางธรรมชาติหลัก คือ เกษตรกรรายย่อย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 93 กรมดังกล่าวยังระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อเดือนของน้ำยางข้นสูงขึ้นร้อยละ 5 เป็น 543.52 เซนต่อกก. จากเดือนกรกฎาคม 2017 ในขณะที่ราคายางแท่ง Standard Malaysian Rubber 20 สูงขึ้นร้อยละ 1.4 เป็น644.25 เซนต่อกก. การส่งออกยางธรรมชาติของมาเลเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.1 เป็น 55,563 ตัน เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2017 ทั้งนี้ ตลาดส่งออกยางธรรมชาติหลัก  ได้แก่ จีน เยอรมนี อิหร่าน สหรัฐฯ และฟินแลนด์ การบริโภคยางธรรมชาติภายในประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เป็น 41,715 ตัน ภายในระยะเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมถุงมือยางยังคงเป็นผู้บริโภคภายในประเทศหลัก โดยมีการบริโภคร้อยละ 73.3 เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2017 ระดับของสต๊อกยางธรรมชาติสูงขึ้นร้อยละ 1.1 เป็น 194,281 ตัน ที่มา: http://rubberjournalasia.com/malaysias-natural-rubber-output-in-august-increased-by-11-1/
เมือง Midland รัฐมิชิแกน – บริษัท Dow Corning ได้เปิดตัวคอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน TC-5888 ซึ่งเป็นวัสดุใหม่ล่าสุดของบริษัทฯ สำหรับการจัดการความร้อน วัสดุใหม่ดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาของการออกแบบและการผลิต สำหรับการใช้สมรรถนะสูง Grace Zhang ผู้จัดการการตลาดเชิงกลยุทธ์ ของ Dow Corning เปิดเผยว่า จากการเติบโตของ cloud computing เครือข่ายข้อมูล และโครงสร้างโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง ความต้องการการออกแบบ server ที่เชื่อถือได้ ยังคงเติบโตเร็วพอๆ กับความต้องการการใช้งาน คอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน  TC-5888 แก้ปัญหาทั้งสองประการ โดยมีการจัดการความร้อนที่ดีเยี่ยม เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือของ server ที่ปรับปรุงทั้งผลิตภาพและความแม่นยำ คอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน TC-5888 เป็นคอมพาวนด์ชนิดนำความร้อนสูงสุด ในจำนวนประเภทวัสดุคอมพาวนด์ชนิดนำความร้อนต่างๆ ของDow Corning วัสดุดังกล่าว ผนวกการเป็นตัวนำความร้อนสูง (5.2 W/m.K) เข้ากับความสามารถในการมีความหนาของเส้นพันธะ (bond line thickness หรือ BLT) ที่บาง ประมาณ 20 ไมครอน ให้ความทนทานต่อความร้อนต่ำที่ 0.05 (C.cm2/W) ผลก็คือ เป็นคอมพาวนด์ความร้อนที่กระจายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปรับปรุงการใช้งานของ server processors ที่มีความอ่อนไหวสูง คอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน  TC-5888 ยังมีคุณสมบัติการไหลพิเศษที่จำกัดการไหล ทำให้แตกต่างไปจากคอมพาวนด์ชนิดนำความร้อนที่มีความหนืดต่ำกว่า และสามารถควบคุมการใช้ได้มากขึ้น ที่ต้องใช้ชั้นคอมพาวนด์ความร้อนที่หนากว่าหรือความแม่นยำที่สูงกว่า คอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน  TC-5888 ยังให้ปริมาณความผันผวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับคอมพาวนด์ชนิดนำความร้อนคู่แข่ง ทำให้มีการไหลได้สม่ำเสมอมากขึ้น ปัจจุบัน คอมพาวนด์ชนิดนำความร้อน  TC-5888 ของ Dow Corningมีจำหน่ายแล้วทั่วโลก ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์กาวนำความร้อนที่นำสมัย แคปซูล เจล และคอมพาวนด์ของบริษัทฯ ได้รับการออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อปรับปรุงการใช้งานที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek. (08/11/2560)  
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – บริษัท Bridgestone Corp. เปิดเผยว่า จะลงทุนมูลค่าทั้งหมด 266 ล้านยูโร (312.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อของ Bridgestone Europe NV/SA (BSEMEA) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในยุโรป โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอุปทานของยางล้อสมรรถนะสูงในยุโรป การผลิตดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากโรงงานสามแห่งของบริษัทฯ ในยุโรป  โดยมีโรงงานที่เมือง Poznan ในโปแลนด์ ผลิตยางล้อเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่ง โรงงานที่เมือง Burgos ในสเปน และโรงงานที่เมือง Stargard ในโปแลนด์ ผลิตยางล้อรถบรรทุกและรถประจำทาง กำลังการผลิตยางล้อต่อวันจะเพิ่มจาก 31,000 เส้นเป็น 40,000 เส้น ในโรงงานที่เมือง Poznan จาก 27,500 เส้นเป็น 33,300 เส้น ในโรงงานที่เมือง Burgos และจาก 4,000 เส้นเป็น5,000 เส้น ในโรงงานที่เมือง Stargard ทั้งนี้ Bridgestone มีแผนที่จะเสร็จสิ้นการขยายกำลังการผลิต ภายในปี  2022 และคาดว่า กำลังการผลิตยางล้อรวมของโรงงานทั้งสามแห่ง จะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26089&date=month
กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ – จากข้อมูลของ Research and Markets ตลาดสายยางสำหรับรถยนต์ทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 5.08 ระหว่างปี 2017-2021 รายงานดังกล่าวทำการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก ด้วยข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และครอบคลุมสภาวะตลาดและแนวโน้มการเติบโตในอนาคต รวมทั้งการสัมภาษณ์ผู้ค้าหลักในตลาด แนวโน้มหนึ่งในตลาด คือ การเพิ่มการวิจัยและพัฒนา ให้เป็นสายยางสำหรับรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบาและคงทน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ OEMs กำลังเน้นการลดขนาดและน้ำหนักของชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อให้เข้ากับขนาดของเครื่องยนต์ที่เล็กลง ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์กำลังลดน้ำหนักของชิ้นส่วนยานยนต์ทุกชิ้น เพื่อให้รวมกันแล้ว สามารถลดน้ำหนักรถยนต์ทั้งคันได้   ปัจจัยที่ผลักดันตลาด คือ การจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG และ CNG ที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มความต้องการสายยางสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเป็นพิเศษ ความไม่นิยมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้นเรื่อยๆ จากการก่อมลภาวะสูง และกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม ก็กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น แก๊ส LPG และ CNG รายงานดังกล่าวยังระบุถึงหนึ่งความท้าทายในตลาด คือ ความผันผวนของราคายางธรรมชาติ ซึ่งราคายางที่ผันผวนเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับราคาผลิตภัณฑ์ทำจากยาง เช่น สายยางสำหรับรถยนต์ ซึ่งราคาของชิ้นส่วนรถยนต์ จะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หันไปใช้สายสำหรับรถยนต์ ที่ทำจากส่วนประกอบทางเลือก ที่มีความเสถียรด้านราคา ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26078&date=month
เมือง Valley Cottage รัฐนิวยอร์ค – จากข้อมูลของ Future Market Insights ตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก คาดว่าจะเติบโตสูง ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.3 ระหว่างปี 2017-2027 และคาดว่าจะมีมูลค่า ประมาณ 645 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก แบ่งออกเป็นประเภทรถยนต์ (รถสอง/สามล้อ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และรถยนต์ชนิดพิเศษ) ช่องทางการขาย (OEM และตลาดหลังการขาย) โครงสร้างยางล้อ (ยางล้อเรเดียลและยางล้อผ้าใบ) และภูมิภาค รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคาดว่าจะครองตลาดโลก ในส่วนของอัตราการเติบโตและสัดส่วนตลาด ตลาดดังกล่าวคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.8 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ก็มีศักยภาพสูง และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ 6.1 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ในรถยนต์ประเภทดังกล่าว รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กมีการเติบโตสูง และคาดว่าจะมีมูลค่า 102.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ในส่วนของโครงสร้างของยาง ยางเรเดียลคาดว่าจะมีมูลค่า 550.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูง ระหว่างปี 2017-2027 ที่คาดการณ์ไว้ ในส่วนของช่องทางการจำหน่าย การผลิต OEM คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลังการขายก็คาดว่าจะมีมูลค่าสูงในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ การผลิต OEM คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ร้อยละ6.4 ระหว่างปี 2017-2027 ในส่วนของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงเหมือนกัน แต่เอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น คาดว่าจะเป็นผู้นำตลาดยางล้อรถยนต์ทั่วโลก ในส่วนของสัดส่วนตลาดที่สูง ภายในปี 2027 โดยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 194 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จนถึงช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ รายงานดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์หลักทั่วโลก เช่น บริษัท Continental AG, Bridgestone Corp., Michelin, Goodyear Tire And Rubber Company, Pirelli & C. S.P.A, Yokohama Rubber Company, Limited, Cheng Shin Rubber Industries, Sumitomo Rubber Industries Ltd., Toyo Tire & Rubber Company, Trelleborg AB, Cooper Tire & Rubber Company, Hankook Tire, Madras Rubber Factory Limited, Kumho Tire Co. Inc., Apollo Tyres Ltd, Sailun Tires Ltd, Shandong Linglong Tyre, Nokian Renkaat Ojy, Titan Tire Corporationและ Nexen Tire America Inc. ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26079&date=month