ข่าวสารด้านยางพารา

นายหลุยส์ เดอ กินโดส รมว.เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการแข่งขันของสเปน กล่าวว่า เศรษฐกิจสเปนมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ในปีหน้า โดยตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้วนายเดอ กินโดสยังระบุว่า รัฐบาลอาจปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว หากสถานการณ์ในแคว้นกาตาลุญญามีการพัฒนาในเชิงบวกขณะเดียวกัน นายเดอ กินโดสยังปฏิเสธคำกล่าวของนายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน ที่ได้กล่าวว่า รัฐบาลอาจปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าของสเปนอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญา"ไม่ใช่เลย ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีหน้าคือ 2.3% และตัวเลขคาดการณ์นี้ได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้ว" เขากล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสเปนได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.3% จากเดิมที่ระดับ 2.6%ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)
คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) แถลงในวันนี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มขยายตัวในปีนี้ในอัตราสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองชัดเจนขึ้น หลังการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ทั้งนี้ EC คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 2.2% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 โดยปรับตัวขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.7%นอกจากนี้ EC ยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.1% จากเดิมที่ 1.8% ขณะที่เศรษฐกิจปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัว 1.9%ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามแรงส่งจากภาคต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับตัว สูงขึ้นตามที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ใน ระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ   ขณะที่เสถียรภาพทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีความเสี่ยงบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป คณะกรรมการมองว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ แม้ว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง  อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมานาน มองว่า จะเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1-4% ในช่วงกลางปี 2561 ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นด้านการบริโภค แต่จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจนั้นจะต้องติดตามผลหลังจากมาตรการบังคับใช้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง แต่รายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน รวมทั้ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจยังไม่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจแม้ชะลอตัวลงบ้างตามการเบิกจ่าย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ "อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาอาหารสดและราคาพลังงานที่ทยอยปรับสูงขึ้นขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ทั้งนี้ ในระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และ การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต รวมถึงผลกระทบ จากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่อาจมีผล ต่อค่าจ้างแรงงานในระยะข้างหน้า" นายจาตุรงค์ กล่าว ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน ส่วนเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้า คู่แข่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า มองว่า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนจากต่างประเทศโดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังต้องติดตามระบบการเงินโดยรวม ที่อาจมีความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธปท. จะเสนอกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 ที่ระดับปัจจุบัน คือ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ อยู่ในช่วง 1-4% โดยมองว่า กรอบเท่าเดิมเป็นกรอบที่รับได้ สะท้อนว่า ธปท. ยังมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อในกรอบที่ตั้งใจไว้ ถือเป็นการชี้วัดเคพีไอของการประเมินผลงานด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีที่ในปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบที่กำหนดไว้ธปท. ต้องมารายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งยืนยันว่า เงินเฟ้อจะสูง หรือต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ในข้อตกลงที่ทำร่วมกัน ธปท. จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการบริหารงานอย่างเต็มที่ ซึ่งหากธปท.ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพแล้ว เงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้าหมายก็ยอมรับได้ ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560    
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.12 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวใน   ระดับเดียวกับช่วงปิดตลาดเย็นวานนี้ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา "บาททรงตัวจากเย็นวานนี้ รอปัจจัยใหม่ทั้งสองด้าน ช่วงนี้ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนปัจจัยที่ตลาดจับตามองคือ ความคืบหน้าแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ" นักบริหารเงิน กล่าว นักบริหารเงิน คาดวันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05-33.15 บาท/ดอลลาร์ "ทิศทางบาทวันนี้น่าจะแกว่งตัวแคบๆ ในกรอบ" นักบริหารเงิน กล่าว   * ปัจจัยสำคัญ   - เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 114.00 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 113.71 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1588 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1593 ดอลลาร์/ยูโร - อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1370 บาท/ดอลลาร์ - ติดตามการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนต.ค. ของหอการค้าไทย ร่วมกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย - รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพ ย์เมนต์ ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.67 ล้านราย และร้านธงฟ้า สามารถเข้ามาชิงโชคจากการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการแจกรางวัลให้กับผู้ใช้และร้านธงฟ้า ทุกเดือน อย่างละ 1 ล้านบาท โดยให้เริ่มจับรางวัลใน เดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นการซื้อสินค้าในเดือน พ.ย.นี้ - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระ ราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน (ร่าง พ.ร.บ. Dormant Account) กับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคาร ไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสภาสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาหลักการและเหตุผล รวมถึงเนื้อหาของ ร่างเป็นรายมาตรา - สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 พ.ย.) เนื่อง จากนักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันแผนปฏิรูปภาษีของคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่ง สหรัฐ หลังจากที่สื่อสหรัฐรายงานว่า บรรดาแกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐกำลังพิจารณาแผนเลื่อนเวลาบังคับใช้กฎหมายปฏิรูป ระบบภาษีออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากพวกเขามีความวิตกว่า การที่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งจากเดโมแครตในศึก เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์นั้น อาจทำให้กระบวนการปฏิรูประบบภาษีมีความซับซ้อนมากขึ้น - สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกคืนนี้ (8 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ยังส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย - นักลงทุนจับตาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภาสหรัฐ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดเผยรายละเอียดของร่าง กฎหมายดังกล่าวไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) กำลังอยู่ใน ขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และลดจำนวนขั้นบันไดในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6% - ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ที่นักลงทุนจับตา ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)  
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี   ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)  
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนสินค้าที่หน้าประตูโรงงาน ปรับตัวขึ้น 6.9% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี   ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้คงระดับดัชนีการประเมินเศรษฐกิจในเดือนก.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจยาวนานที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นประเมินดัชนีพ้องเศรษฐกิจคงเดิมที่ระดับ "ปรับตัวดีขึ้น" ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 การประเมินดังกล่าวครอบคลุมถึงข้อมูลด้านการผลิตและยอดค้าปลีก ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มขยายตัว เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ระยะการขยายตัวในปัจจุบันนั้น เริ่มขึ้นในเดือนธ.ค. 2555 และคาดว่า ระยะการขยายตัวได้เข้าสู่เดือนที่ 58 เมื่อเดือนก.ย. แซงหน้าการเติบโตในช่วง 57 เดือนระหว่างปี 2508 - 2513 ที่เรียกกันว่า เป็นช่วงอิซานางิ บูม สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายโทชิมิตสึ โมเทกิ รัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่น กล่าวว่า การขยายตัวในปัจจุบันมีแนวโน้มว่า จะเกิดขึ้นยาวนานกว่าช่วงอิซานางิ บูม ที่เกิดขึ้นหลังจากมหกรรมโอลิมปิกส์ที่โตเกียวเมื่อปี 2507   ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)  
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ จากตอน   เช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.14 บาท/ดอลลาร์ ระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 33.11-33.14 บาท/ดอลลาร์ "เป็นไปตามคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าลงมาเล็กน้อย หลังรู้ผล กนง. ส่วนปัจจัยชี้นำถัดไป ยังไม่มีอะไร ช่วงนี้ยังไม่มีตัว เลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ คาดว่าตลาดน่าจะรอเรื่องความคืบหน้าแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ" นักบริหารเงิน กล่าว นักบริหารเงิน คาดว่า วันพรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05 - 33.20 บาท/ดอลลาร์   * ปัจจัยสำคัญ   - เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.71 เยน/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 113.83 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1593 ดอลลาร์/ยูโร จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 1.1591 ดอลลาร์/ยูโร - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.65 จุด เพิ่มขึ้น 1.90 จุด, +0.11% มูลค่าการซื้อขาย 59,447.37 ล้านบาท - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 576.28 ลบ.(SET+MAI) - ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อ ปี ซึ่งเป็นไปตามตลาดคาด หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านต่าง ประเทศ ในขณะที่ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงพัฒนาการเงินเฟ้อ คณะกรรมการฯ จึงเห็น ว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป - ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กน ง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อเนื่องถึงปี 2561 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง สำหรับอัตรา เงินเฟ้อทั่วไป แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย - กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดว่า กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในอีก 2- 3 ไตรมาสหน้า และวัฎจักรการคุมเข้มนโยบายการเงินน่าจะเริ่มในช่วงปลายปี 2561 - รมว.คลัง กล่าวว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 61 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาที่ระดับ 2.5% บวก/ลบ 1.5% หรืออยู่ในกรอบ 1-4% เท่ากับปี 60 นั้น ถือว่ารับได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ธปท.ยังมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจ ไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ภายใต้อัตราเงินเฟ้อในระดับนี้ และยังช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศโตได้เต็มศักยภาพ - รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เร่งนำระบบเทคโนโลยี เข้ามาช่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเก็บภาษีจากทั้ง 3 กรมให้เป็นฐานข้อมูล เดียวกันในรูปแบบ Big Data เพื่อมาใช้กำหนดมาตรการดูแล และอุดช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงภาษีให้ลดลง เนื่องจากในสังคมไทย ยังมีกลุ่มคนที่คิดหลบเลี่ยง เสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่อีก หากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดการหลบเลี่ยงได้ - ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียง กับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท -  แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐ เปิดเผยว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐเตรียมเปิดเผยรายละเอียด ของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีในวันศุกร์นี้ - นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ พิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) ขณะที่นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทน ราษฎรสหรัฐ คาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ - ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่า กฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับดังกล่าวอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว พร้อม กับเตือนว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณมากขึ้น  …
สำนักงานกิจการภาษีแห่งชาติจีน (SAT) ระบุว่า การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ช่วยลดภาระภาษีให้กับภาคธุรกิจได้มากกว่า 1 ล้านล้านหยวน (1.506 แสนล้านดอลลาร์) นับตั้งแต่ที่มีการดำเนินการทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว SAT เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาถึงช่วงสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้ การปฏิรูปภาษีได้ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจลดการจ่ายภาษีถึง 1.06 ล้านล้านหยวน หลังจากที่มีการนำภาษี VAT มาใช้ทดแทนภาษีธุรกิจ ทั้งนี้ การปฏิรูปภาษี VAT ถือเป็นมาตรการสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน หลังจากที่มีการเริ่มทดลองใช้ในเซี่ยงไฮในปี 2555 และใช้ทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว SAT ระบุว่า การขยายการปฏิรูปภาษี VAT ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ยังได้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาในภาคบริการ และหนุนการเพิ่มคุณภาพในภาคการผลิต รวมทั้งช่วยให้การบริโภคเพิ่มมากขึ้น   ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)  
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค หดตัวลง 8.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 8.105 แสนล้านเยน ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นถือเป็นดัชนีวัดการใช้จ่ายด้านทุนของบริษัทเอกชน   ที่มา--อินโฟเควสท์ (09/11/2560)