ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

สนพ. เผย เอเปก มองอีก 20 - 30 ปีไทย ใช้พลังงานพุ่ง 86% นำเข้าเพิ่มขึ้น 78% จาก 42% ดร.ทวา รัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก นำเสนอภาพอนาคตอุปสงค์และอุปทานพลังงานของเอเปก และประเทศไทย โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างบุคลากรด้านนโยบายภาครัฐ กับผู้เชี่ยวชาญต่อการกำหนดสมมุติฐาน และผลการพยากรณ์อุปสงค์อุปทานพลังงาน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความต้อง การพลังงานของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนเป็นแนวทางการกำหนดนโยบายด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ สถานการณ์ของประเทศและโลกต่อไป ดร.อาทิตย์ ทิพย์พิชัย นักวิจัยศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า ได้นำข้อมูลผลจากการพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานของ 21 ประเทศ ในกลุ่มเอเปก โดยหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งได้มีการประมาณการว่า ในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทย ยังคงมีการใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 86% ในปี 2040 แต่แหล่งผลิตพลังงานภายในประเทศ จะมีปริมาณลดลง และจะมีการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 78% จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตประเทศไทย ยังต้องดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานในภาคขนส่งได้ ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (วันที่ 7 เมษายน 2559)
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยอมรับคำร้องจากสหภาพแรงงานเหล็กกล้าในการขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาการ ไต่สวนขั้นต้นสำหรับการกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้การอุดหนุนยางล้อรถบรรทุกและยาง ล้อรถโดยสารที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเดิมทีนั้นระยะเวลาสิ้นสุดการไต่สวนขั้นต้นคือวันที่ 25 เมษายนที่จะถึงนี้ และได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 มิถุนายนแทน สำนักทะเบียนกลางของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่าข้อเรียกร้องเพื่อให้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาขั้นต้นนั้น “ขึ้นอยู่กับปริมาณและเนื้อหาของแผนการอุดหนุนภาษีที่กำลังทำการไต่สวน” ทั้งนี้ ระยะเวลาการสิ้นสุดการพิจารณาขั้นสุดท้ายนั้นจะต้องมีการกำหนดวันอีกครั้ง เนื่องจากการขยายระยะเวลาการพิจารณาขั้นต้นครั้งนี้ และจะต้องกระทำภายใน 75 วันหลังจากได้มีการพิจารณาขั้นต้นแล้ว ที่มา http://www.tirereview.com, 01/04/2016
กรุงกัวลาลัมเปอร์ – Datuk Seri Douglas Uggah Embas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซีย กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียจะไม่กำหนดราคายางขั้นต่ำเนื่องจากจะต้องมีแหล่งเงินทุนขนาด ใหญ่เพื่อสนับสนุนมาตรการนี้ “การกำหนดราคายางขั้นต่ำจะทำให้มีการเก็งกำไรขึ้น” ข้อความนี้เป็นการตอบคำถามของ Datuk Wira Othman Abdul ที่ขอให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ระบุถึงสาเหตุที่รัฐบาลยังไม่กำหนดราคายางขั้นต่ำ รวมถึงการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางที่กำลังประสบ ปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า ทางภาครัฐมีความวิตกเกี่ยวกับราคายางที่กำลังตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ปลูกยางรายย่อยในประเทศกว่า 300,000 ราย และกล่าวว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรมฯ มีมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งได้ออกมาตรการจูงใจในการผลิตยาง (IPG) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 โดยการจัดสรรเงินทุนสำหรับโครงการจำนวน 200 ล้านริงกิต จนทำให้ราคายางเกรด SMR20 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.50 ริงกิตต่อกิโลกรัม จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 5.10 ริงกิตต่อกิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วยเพิ่มขึ้นเป็น 2.20 ริงกิตต่อกิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 2.00 ริงกิตต่อกิโลกรัม มาตรการจูงใจนี้ทำให้ผู้ปลูกยางรายย่อยที่เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูก ขนาดกลางราว 2 เฮกตาร์ ที่มีการผลิตยางก้อนถ้วยจำนวน 3,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ต่อปี มีรายได้ราว 1,100 ริงกิตต่อเดือน เมื่อเทียบกับรายได้เดิมซึ่งอยู่ที่ 1,000 ริงกิตต่อเดือน เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรจำนวน 11.1 ล้านริงกิต ได้ถูกส่งให้กับผู้ปลูกยางรายย่อยในประเทศจำนวน 81,163 ราย ภายใต้มาตรการ IPG ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปลูกยางรายย่อยยังคงกรีดยางต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในขณะที่ ราคายางยังไม่ฟื้นตัว และเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ราคายางเกรด SMR20 อยู่ที่ 5.18 ริงกิตต่อกิโลกรัม รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 6.4 ล้านริงกิต เพื่อใช้เป็นงบประมาณให้แก่สหกรณ์ที่ทำการซื้อขายยางพาราเพื่อให้สามารถเสนอ ราคาได้สูงกว่าผู้รับซื้อยางรายอื่น และจากมาตรการนี้ทำให้ผู้รับซื้อยางสามารถเพิ่มราคารับซื้อได้ ณ แหล่งผลิต และผลตอบรับจากมาตรการนี้ทำให้มีสหกรณ์จำนวน 28 แห่งที่ดำเนินการซื้อขายยางและได้เสนอราคาสูงกว่าราคารับซื้อของผู้ซื้อ อื่นๆในตลาดเฉลี่ยราว 10-20 sen นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า ทางภาครัฐมีแผนช่วยเหลืออื่นๆ แก่ผู้ปลูกยางรายย่อย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรผลิตน้ำยางส่งขายเนื่องจากให้ราคาสูงกว่าราคา ยางก้อนถ้วย ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำยางอยู่ที่ 3.95 ริงกิตต่อกิโลกรัม และราคาน้ำยางข้นอยู่ที่ 4.38 ริงกิตต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่ 3.74 ริงกิตต่อกิโลกรัม และรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณอีก 10 ล้านริงกิต เพื่อสร้างอาคารเก็บรวบรวมน้ำยาง และสนับสนุนให้ผู้ปลูกยางรายย่อยหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ จะมีการทบทวนมาตรการการกำหนดราคายางต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรรายย่อยจะ พึงพอใจในราคายางที่เหมาะสม ที่มา http://globalrubbermarkets.com, 29/03/2016
นายซุน แบ คิม ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และอดีตนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ระบุว่า การที่ตลาดการเงินกลับสู่ความสงบในช่วงนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา เป็นความกังวลที่มากเกินไป นายซุนกล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวในตลาดการเงิน ซึ่งรวมถึงราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ ราคาแร่เหล็ก และน้ำมัน บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนไม่ได้เลวร้ายอย่างที่มีความวิตกกันก่อนหน้านี้ว่าจะประสบภาวะ ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง "ผมมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีนในระยะกลาง แต่หนทางข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย" เขากล่าว นายซุนระบุว่า จีนกำหนดอัตราการเติบโตในปีนี้ในช่วง 6.5-7.0% เนื่องจากจีนต้องการจัดการกับปัญหาบางอย่างในไม่ช้า มากกว่าที่จะปล่อยให้ล่าช้าออกไป โดยจีนจะทำการปรับโครงสร้างเพื่อให้มีการขยายตัวมากขึ้นในระยะกลาง เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่ก็ยังเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลก ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 5 เมษายน 2559)
รายงานผลสำรวจจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่า ภาคธุรกิจจีนมีมุมมองบวกน้อยลงต่อเศรษฐกิจ รายงาน ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการกว่า 5,000 รายระบุไว้ว่า ผู้ประกอบการราว 59.2% คิดว่าสภาพเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซาในช่วงไตรมาสแรก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 43.7% ลดลง 2.3% จากสิ้นปีที่ผ่านมา สถาบันของรัฐบาลได้คาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะยังคงอ่อนแรงในช่วงไตรมาสแรก โดยจะขยายตัวราว 6.7% กอ่นที่จะค่อยๆมีเสถียรภาพในช่วงไตรมาสที่ 2 ผลสำรวจดังกล่าวระบุด้วยว่า ประชาชนมากขึ้นมีความวิตกเกี่ยวกับการจ้างงาน โดยผลสำรวจความคิดเห็นผู้คน 20,000 รายพบว่า มีประชาชน 45.1% มองว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในช่วงวิกฤต โดยดัชนีความคาดหวังอยู่ที่ 44.8% ลดลง 0.5% รายงานดังกล่าวได้เปิดเผยด้วยว่า ราคาบ้านยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างความวิตกแก่ประชาชน ซึ่งประชาชนที่ทำแบบสำรวจกว่า 50.7% มองว่า ราคาบ้านพักสูงและยากเกินว่าจะยอมรับได้ แต่ถือเป็นอัตราที่ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา 1.3% สำหรับในไตรมาสที่สองนั้น ประชาชนผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 17.6% คาดว่าราคาบ้านอาจสูงขึ้น ในขณะที่อีก 52.1% เชื่อว่าราคาบ้านจะยังคงเดิม สำนักข่าวซินหัวรายงาน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 4 เมษายน 2559)
ราคาน้ำมันดิบร่วง หลังนักลงทุนกังวลต่อข้อตกลงคงระดับการผลิตของโอเปก และการคาดการณ์ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่สูงขึ้น - ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังตลาดยังคงกังวลในการตกลงคงระดับการผลิตน้ำมันดิบ หลังรายงานว่าซาอุดิอาระเบียจะไม่จำกัดปริมาณการผลิต หากอิหร่าน รัสเซีย และผู้ผลิตน้ำมันดิบรายสำคัญรายอื่นไม่ร่วมปฏิบัติตามข้อตกลง โดยอิหร่านได้ยืนกรานว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ในขณะที่การผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือนมีนาคมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสู่ ระดับ 10.912 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับการผลิตน้ำมันดิบที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปีของรัสเซีย+/- ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะได้รับแรงสนับสนุนจากการหยุดดำเนินการของท่อขนส่ง น้ำมันดิบ Keystone ในรัฐ South Dakota ตั้งแต่วันเสาร์และจะกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ ซึ่งส่งผลทำให้การขนส่งน้ำมันดิบเป็นไปอย่างล่าช้า อย่างไรก็ตามการหยุดดำเนินการของท่อขนส่งน้ำมันดิบได้ทำให้นักลงทุนในตลาด กังวลถึงระดับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสำรองของสหรัฐฯ ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น โดยนักวิเคราะห์ของ Reuters ได้คาดการณ์ว่าระดับน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา- นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่ ปรับตัวลดลง โดยปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.6 ในเดือนมกราคม 2559 หลังจากได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันถึง 14 เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดพายุหิมะในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลได้- จากข้อมูลการซื้อขายในตลาดน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พบว่าปริมาณสุทธิของสัญญาซื้อ (Net Long Position) ของกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) ได้ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ ซึ่งแสดงถึงความเห็นของผู้จัดการกองทุนที่มองว่า ราคาน้ำมันดิบไม่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนักราคาน้ำมันเบนซิน ปรับ ตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเล็กน้อย เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศศรีลังกา อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่มากขึ้นเมื่อ เทียบกับปีที่ผ่านมาจากโรงกลั่นในประเทศจีนอยู่ ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องมาจากได้รับแรงกดดันจากระดับปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศสิงคโปร์ที่ยัง คงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดีเซลยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจาก ประเทศเวียดนามและศรีลังกาไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 35-41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 37-43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลปัจจัยที่น่าจับตามอง จับ ตาการประชุมผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกรวม 15 ประเทศ ในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงการคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ระดับเดียวกับ ม.ค. 59 และรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันดิบ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดเอกาดอร์และผู้ผลิตในละตินอเมริกาจะมีการประชุมเพื่อ หารือถึงข้อตกลงดังกล่าวนวันที่ 8 เม.ย. นี้ด้วยปริมาณน้ำมันดิบคง คลังสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์ที่ 534.8 ล้านบาร์เรล หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและการผลิตน้ำมันดิบในประเทศยังคงอยู่ในระดับ สูงภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปกยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่ม ต่อเนื่องหลังซาอุดิอาระเบียและคูเวตตกลงกันได้ว่าจะกลับมาผลิตน้ำมันดิบจาก แหล่ง Khafji ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (วันที่ 5 เมษายน 2559)
พาณิชย์เตรียม 4 ประเด็นถกนำร่องเอฟทีเอไทย-อียูรอบใหม่ในระดับเจ้าหน้าที่ปลายปีนี้ หลังเชื่อมั่นไทยเดินตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งในปีหน้า เป้าหมายสู่การเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียูในลำดับถัดไปด้านสมาชิกรัฐสภายุโรป อ้างผลดีช่วยดึงลงทุน และปรับกฎหมายให้เป็นมาตรฐานสากล นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้สอบถามถึงทิศทางการเข้าร่วมเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทย ภายหลังรัฐบาลชุดปัจจุบันมีโรดแมปจัดการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางอียูได้เสนอให้มีรื้อฟื้นจัดทำเอฟทีไทย-สหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่ โดยในระหว่างนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ของ 2 ฝ่ายมีการหารือกันในประเด็นทางเทคนิคต่างๆ เช่นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและภายใต้ข้อบทด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น เรื่อง สิทธิมนุษยชน แรงงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากที่ผ่านมาไทยได้ว่างเว้นการเจรจาในประเด็นต่างๆ กับอียูไปปีกว่าแล้ว และไทยได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ไปจำนวนมาก “คาดการณ์เริ่มต้นกลับมาคุยกันในระดับเจ้าหน้าที่ของ 2 ฝ่ายน่าจะเริ่มขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยทางอียูมีนโยบายที่จะเดินหน้าทำเอฟทีเอ กับประเทศในอาเซียนแบบรายประเทศก่อน เพื่อให้ได้ จำนวนประเทศเยอะมากพอ ก่อนที่จะเริ่มเจรจาทำเอฟทีเอ อาเซียน –อียูต่อไป” สำหรับการเจรจาทำเอฟทีเอระดับทวิภาคีของอียูกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะนี้อียูมีการทำความตกลงไปแล้วกับเวียดนาม และสิงคโปร์ และกำลังจะเริ่มเจรจากับอินโดนีเซีย ส่วนมาเลเซีย การเจรจาหยุดชะงักไป ขณะที่อียูได้ให้น้ำหนักกับการเจรจาเอฟทีเอกับไทย เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค และจะนำไปสู่การจัดทำเอฟทีเอ อาเซียน –อียูในอนาคตได้ นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่ทางไทยอาจจะหยิบยกมาหารือกับอียูในการเจรจาระดับเจ้า หน้าที่ช่วงปลายปีนี้ เช่น 1.การผลักดันให้มีการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียูในระดับเทคนิค เนื่องจากรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้มีนโยบายที่จะสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ โดยจะเน้นบริหารระบบเศรษฐกิจเสรีที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี การลงทุนจากต่างประเทศและขจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ รวมทั้งสานต่อนโยบายการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในระดับพหุภาคีและ ทวิภาคี และจากการหารือกับประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศ ก็ไม่ขัดข้องที่จะเจรจาเอฟทีเอกับไทย โดยให้มีการเริ่มเจรจาทางเทคนิคก่อนเพื่อไม่ใช้เสียเวลาและเมื่อมีรัฐบาลที่ มาจากเลิกตั้งก็สามารถเดินหน้าสรุปผลได้ทันที 2. การเจรจาความตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียู เนื่องจากไทยสนับสนุนการรื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู โดยความตกลงเอฟทีเอจะต้องสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมจากการเป็นฐานการผลิต และตลาดเดียวภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนมีท่าทีการเจรจาที่คล้ายคลึงและเป็นไปในทิศทาง เดียวกันมากขึ้น 3.การดำเนินการของไทยสู่ประชาธิปไตย โดยทางไทยได้ขอให้เชื่อมั่นว่าไทยยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและรัฐบาล มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานตามโรดแมปและ4. การแก้ไขปัญหาไอยูยูเกี่ยวกับประมง แรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ ซึ่งทางไทยเองได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหามาโดยตลาดและจริงจัง โดยถือเป็นวาระแห่งชาติมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่าง มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการประมงเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเพื่อให้ มั่นใจว่าสินค้าประมงไม่ได้มาจากประมงที่ผิดกฎหมาย ด้านนายเดวิท มาติน สมาชิกรัฐสภายุโรป กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอกับอียูถือเป็นความท้าทายเนื่องจากการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ มุ่งหวังเพียงแต่ลดภาษีแต่ประกอบไปด้วยประเด็นใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงการค้าและประเด็นด้านสังคมไว้ด้วยกัน เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และความโปร่งในการมีส่วนร่วม ซึ่งหากการเจรจาสรุปผลลงน่าจะช่วยดึงการลงทุนและช่วยให้เกิดการปรับปรุง กฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 3 เมษายน 2559)
กรมพลศึกษา ชูยางพาราไทยสร้างสนามกีฬาระดับอำเภอและตำบลฯ คาดใช้ยาง 22,000 ตัน ตลอดโครงการใหม่ ความเคลื่อนไหวของโครงการสนามกีฬาระดับอำเภอและตำบล ซึ่งจัดทำโดย กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพของประชาชน จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้โครงการดังกล่าวได้สร้างสนามไปแล้วทั่วประเทศจำนวน 183 แห่ง ล่าสุด ดร.ประพัน ไพรอังกูร ผอ.กองกลาง กรมพลศึกษา เปิดเผยว่า กรมพลศึกษา เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในแผนปี พ.ศ.2561 ที่จะสร้างสนามเพิ่มขึ้น โดยเห็นชอบจะนำยางพารามาทำลู่วิ่งเเละลานอเนกประสงค์ ซึ่งยางพาราไทยสามารถทำได้ จะทำให้ผ่านมาตรฐานของสมาคมกรีฑานานาชาติ เเละ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในประเทศไทย คาดว่าจะใช้ยางพาราราว 22,000 ตัน ตลอดโครงการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงนี้ยางพาราไทยจะอยู่ในช่วงราคาตกต่ำ ตนก็อยากจะให้มีการระบายออก นำมาใช้ในการสร้างสนามกีฬา เพราะยางพาราของไทยมีมาตรฐานสามารถทำได้ เป็นการนำวัตถุดิบภายในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเอง ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 5 เมษายน 2559
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้ที่จะไม่ค่อยเอื้ออำนวยนัก แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยเราก็ยังสามารถค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทยแม้แต่ยางพาราที่กำลังประสบปัญหา ราคาตกต่ำไม่ถึง40 บาทต่อกิโลกรัม ก็ยังมีความหวังที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ปัญหาราคายางตกต่ำนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยมีการผลิตยางมากที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ปลูกยางพารา 18.85 ล้านไร่ ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอินโดนีเซีย โดยในปี 2558 มีผลผลิต 4.24 ล้านตัน สามารถส่งออกได้ 3.70 ล้านตันเท่านั้น สาเหตุที่มีผลผลิตมากเกินไป เป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนการขยายเนื้อที่ปลูกของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน บวกกับความต้องการของตลาดโลกลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ฉุดการส่งออกกระทบเป็นลูกโซ่ให้กับชาวสวนยางมียางค้างสต๊อกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ชาวสวนยางและผู้ประกอบการจะมีความพยายามนำยางไปแปรรูปเป็นสินค้าประเภท อื่น ๆ แต่ก็มีการใช้เพียง 13% ของปริมาณน้ำยางทั้งหมด และก็มีจำนวนโรงงานผลิตสินค้าในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ส่วนใหญ่ก็จะเน้นผลิตสินค้าดั้งเดิมประเภทยางยืด ถุงมือยาง ยางรัดของ ยางรถจักรยานยนต์และรถยนต์ รองเท้า สายพาน ยางหล่อดอก พื้นรองเท้า ถุงยางอนามัย ท่อยาง และลูกโป่ง เท่านั้น โดยที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าและสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับยางพาราค่อนข้างน้อยดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ คือ การบูรณาการด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางแบบยั่งยืน โดยผ่านการวิจัย คิดค้นสร้างสรรค์ ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสินค้าแปลกใหม่ที่มีส่วนประกอบของยางพาราออก สู่ตลาดไทยและตลาดโลก การคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากยางพารา โดยศูนย์อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบว่าน้ำยางพาราอุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหลายชนิด เพราะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถนำไปใช้ผลิตเครื่องสำอางเพื่อเสริมหรือรักษาสุขภาพผิวพรรณให้ขาวใส เนียน และเต่งตึงได้ นอกจากนั้น สารสกัดจากน้ำยางพารายังสามารถนำไปผลิตสบู่ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อบำรุงผิวและใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย สามารถผลิตเป็นสารสกัดเพื่อการส่งออกขายยังต่างประเทศ ทดแทนการส่งออกยางพาราดิบได้เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าขึ้นอีกหลายเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้น ยางพารายังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพได้ด้วย เช่น แผ่นยางรองส้นเท้าจากยางพาราช่วยลดการปวดเมื่อย หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านอย่างฟูก หมอน ที่นอนเด็ก สินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อสอดรับกับสังคมสมัยใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจของเอสเอ็มอี และยังเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหายางตกต่ำในอนาคตด้วย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสนใจจะสร้างธุรกิจ ขยายจำนวนโรงงานหรือต่อยอดสินค้าใหม่ ๆ จากยางพารา พร้อมเงินทุนสนับสนุน ขอแนะนำให้เข้าไปศึกษาหาข้อมูลได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย ถือเป็นแหล่งความรู้ที่พร้อมให้บริการข้อมูลวิชาการต่าง ๆ รวมถึงมีการแนะแนวเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ด้วย ธนาคาร กรุงเทพเองก็พร้อมให้การสนับสนุน ล่าสุดเราได้เปิดเว็บไซต์เพื่อให้บริการข้อมูลในการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี แบบไม่ตกกระแส โดยให้คำแนะนำด้านการเงินแก่ลูกค้าเอสเอ็มอี และมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของธุรกิจ เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมาก ขึ้น โดยธนาคารมีบริการสินเชื่อธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ บริการเพื่อธุรกิจนำเข้าและส่งออก บริการด้านการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อธุรกิจทั่วไป สินเชื่อเฉพาะธุรกิจ และสามารถขอสินเชื่อออนไลน์ได้ทันที โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.bangkokbanksme.com ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 2 เมษายน 2559)
นาง ลอเร็ตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้น จะทำให้เฟดสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากขึ้นนางเมสเตอร์กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวมากเพียงพอที่จะทำให้เฟดยังคงเดินหน้าไปสู่การปรับนโยบายให้กลับสู่ภาวะปกติเขา กล่าวว่า "ประเด็นที่สำคัฐก็คือเศรษฐกิจได้แสดงความยืดหยุ่นพอสมควร ซึ่งในมุมมองของดิฉัน แนวโน้มและความเสี่ยงเกี่ยวกับแนวโน้มจะสนับสนุนการทยอยปรับลดการผ่อนคลาย นโยบายในปีนี้"การแสดงความคิดเห็นของนางเมสเตอร์มีขึ้น หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่สูงกว่าคาดในวันนี้กระทรวง แรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากเกินคาด โดยอยู่ที่ระดับ 215,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานขยับขึ้น 0.1% แตะระดับ 5.0% หลังจากทรงตัวที่ 4.9% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2008อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. โดยปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนพ.ค.2015นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 205,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. และอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.9%ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่งนอก จากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือนม.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 168,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง และทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.พ. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 245,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 242,000 ตำแหน่งขณะ เดียวกัน ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ได้เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.3% เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.2% ในเดือนก.พ.ส่วน ตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 63.0% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2014 จากระดับ 62.9% ในเดือนก.พ.ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 2 เมษายน 2559)