@ อาเซียนบริโภคขยายตัว ยอดขายรถยนต์พุ่ง 14% (19/05/2560)

นิตยสารนิกเกอิเอเชียนรีวิว รายงานว่ายอดขายรถยนต์รวมใน 6 ประเทศชั้นนำของอาเซียนเพิ่มขึ้น 14% เป็นการเพิ่มติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนการบริโภคขยายตัวในภูมิภาค

ยอดขายรถยนต์ใน 6 ประเทศอาเซียนเดือนมีนาคมรวมอยู่ที่ 316,736 คัน เพิ่มขึ้น 14 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเป็นอัตราเพิ่มที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี

ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นบวกทั้ง 6 ประเทศโดยประเทศที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลักคือประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงการใช้จ่ายของประชาชนที่เข้มแข็งขึ้น

นิกเกอิ ระบุว่ายอดขายรถยนต์ในอาเซียนเริ่มกลับมาเป็นบวกในปีที่แล้ว มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่มีอัตราขยายตัวเพียง 3 % ซึ่งสะท้อนการขยายตัวอย่างช้า ๆ จนกระทั่งต้นปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของยอดขายเริ่มมีอัตราเร่งที่แรงขึ้น

ตลาดที่มียอดขายเพิ่มในอัตราเร่งมากที่สุดคือประเทศไทย โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามียอดขายรถยนต์รวม 84,801 คันเพิ่มขึ้น 17 % เป็นอัตราเพิ่มในอัตราเลข 2 หลักติดต่อกันตั้งแต่ต้นปี โดยรถยนต์นั่งมียอดขายเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 40 %

แบรนด์รถยนต์นั่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากในตลาดประเทศไทยเป็นแบรนด์ของ ญี่ปุ่นทั้งหมดคือ ฮอนด้า โตโยต้า นิสสัน มาสด้าและมิตชูบิชิ มียอดขายเพิ่มขึ้นในระดับ 30 % - 70 % ซึ่งสามารถชดเชยยอดขายรถปิ๊กอัพและรถเพื่อการพาณิชย์อื่น ๆ ที่มียอดเพิ่มขึ้นในระดับต่ำ โดยยอดขายของบางแบรนด์อ่อนตัวลง

รายงานข่าวระบุยอดขายรถปิ๊กอัพ และรถเอสยูวีมียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 8 % ในเดือนมีนาคม โดยรถยนต์ในกลุ่มนี้ของโตโยตาและมิตชูบิชิมียอดขายอ่อนตัวลง

ตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของอาเซียนคือตลาดอินโดนีเซียมียอดขายเพิ่มขึ้น 8 % ขายได้เกิน 100,000 คันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนโดยดาวเด่นเป็นยอดขายรถโลคอสต์กรีนคาร์ มีการเน้นโปรโมทรถยนต์กินน้ำมันน้อยในงานแสดงสินค้ารถยนต์ อินโดนีเซียอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งล่าสุด

ยอดขายรถยนต์ตลาดมาเลเซียในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 10 % เป็นเดือนที่ 2 ที่มียอดขายเพิ่มในระดับตัวเลข 2 หลัก ฟื้นตัวค่อนข้างเร็วเทียบกับยอดขายที่ทรุดตัวลงในปี 2559

สำหรับยอดขายรถยนต์ไตรมาสแรก ใน 6 ประเทศอาเซียน ปรากฎว่าขายได้รวม 826,545 คัน เพิ่มขึ้น 11 % เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาสแรกปีที่แล้ว โดยมีประเทศฟิลิปปินส์ที่มียอดขายเพิ่มมากที่สุด 20 % ตามด้วยประเทศไทย ที่ 16 %

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ(วันที่ 18 พฤษภาคม 2560)

Rate this item
(0 votes)