ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

บริษัท Trelleborg             ของสวีเดน ผ่านทางบริษัทในเครือที่รับผิดชอบด้านธุรกิจ Trelleborg Wheel Systems ได้ลงนามในความตกลงและเสร็จสิ้นกระบวนการขั้นสุดท้าย ในการซื้อกิจการของบริษัท White Baumaschinenreifen GmbH บริษัทดังกล่าวเชี่ยวชาญทางด้านการให้บริการ การติดตั้ง และการซ่อมยางล้อที่ใช้ลมอัดและยางตัน สำหรับการผลิตยานพาหนะในเยอรมนี การซื้อกิจการเป็นการเสริมความเข้มแข็งและการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายในยุโรปของ Trelleborg สำหรับยางล้อที่ใช้สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนถ่ายวัสดุและการก่อสร้าง บริษัทที่ถูกซื้อกิจการตั้งอยู่ที่เมือง Duisburg ในเยอรมนี ด้วยมูลค่าประมาณ 90 ล้านโครนสวีเดน เมื่อปี 2016 ซึ่งการซื้อกิจการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ Trelleborg ในการเสริมความเข้มแข็งของบริษัทฯ ในตลาดที่น่าสนใจ Paolo Pompei ประธานของ Trelleborg Wheel Systems กล่าวว่า การซื้อกิจการดังกล่าวทำให้บริษัทฯ มีโอกาสขยายกิจการการให้บริการยางล้อสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนถ่ายวัสดุและการก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ ขยายธุรกิจการบริการและการจัดจำหน่ายในยุโรป รวมทั้งเสริมความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของบริษัทฯ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริการยางล้อ การซื้อกิจการดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2017 ที่มา: http://rubberjournalasia.com/trelleborg-acquires-tyre-operation/
บอสตัน — เมื่อเร็วๆ นี้ Sean Keohane ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Cabot Corp. ผู้ผลิตคาร์บอนแบล็ก เปิดเผยว่า เขาคาดว่าจะเห็น "การขยายตัวสูง" ในอเมริกาเหนือ ทั้งนี้ การลงทุนในโรงงานผลิตยางล้อกำลังเพิ่มขึ้นในอเมริกาเหนือ โดยเปลี่ยนไปสู่การผลิตในท้องถิ่นมากขึ้น Keohane คาดการณ์ว่า การผลิตในอเมริกาเหนือจะเติบโตในอัตรา 2- 3% ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จากการนำเข้ายางล้อในปริมาณมาก เขากล่าวว่า ตลาดวัสดุเสริมแรงจะยังคงขยายตัวดี โดยเฉพาะในยุโรป จาก "ความต้องการและอัตราการใช้ที่สูง" ในส่วนของตลาดที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ Keohane กล่าวว่า อเมริกาใต้ยังจะเติบโตต่อไปในทุกประเภทของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศค่อยๆ กระเตื้องขึ้น สำหรับปี 2018 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cabot คาดการณ์ว่า คาร์บอนแบล็ก และการใช้ยางล้อ และยาง จะเติบโตในอัตรา 2- 3% โดย Cabot จะเติบโตสอดคล้องกับตลาด ที่มา: http://www.tirebusiness.com/article/20171110/NEWS/171119999/cabot-ceo-sees-solid-tire-sector-growth-in-n-america 
กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา - หนังสือพิมพ์ The Khmer Times รายงานว่า กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของกัมพูชาเปิดเผยว่า กัมพูชากำลังแสวงหาการลงทุนจากเวียดนาม เพื่อสร้างโรงงานที่สามารถแปรรูปยางและมันสำปะหลัง ในระหว่างการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับสมาคมยางของเวียดนาม ทั้งนี้ Veng Sakhon รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ได้แจ้งให้นักลงทุนเวียดนามทราบถึงโอกาสมากมายของภาคเกษตรกรรมของกัมพูชา และเชิญชวนให้ฝ่ายเวียดนามเข้าไปลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปยางและมันสำปะหลัง Hean Vanhan อธิบดีกรมเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนกัมพูชาที่ไปเยือนเวียดนาม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีศักยภาพสูง แต่กัมพูชามีโรงงานแปรรูปเพียงไม่กี่โรงในประเทศ จากราคาค่าไฟฟ้าและเงินลงทุนสูง  Vanhan กล่าวว่า นักลงทุนเวียดนามจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่ามาให้ เพื่อพัฒนายางท้องถิ่น โดยกัมพูชาผลิตยาง 115,843 เมตริกตันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2017 หรือเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงเกษตร ทั้งนี้ เวียดนามและมาเลเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับยางจากกัมพูชา Pol Sopha อธิบดีกรมยาง ภายใต้กระทรวงเกษตร ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม กล่าวว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญต่อการสร้างโรงงานแปรรูปยางเพื่อกระตุ้นการจ้างงานในประเทศ Sophaกล่าวว่า กัมพูชามีโรงงานแปรรูปยางเพียงไม่กี่แห่ง และรัฐบาลต้องการสร้างโรงงานดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวมีเสถียรภาพ ส่วน Lim Heng รองประธานของบริษัท An Mady Group คาดว่า นักลงทุนเวียดนามจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนายางท้องถิ่น และจะเป็นการดีหากนักลงทุนเวียดนามมาลงทุน เพราะพวกเขาจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่กว่ามาให้ รวมทั้งแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก กัมพูชาต้องการนักลงทุนมากขึ้นจากเวียดนาม จีน ไทยและเกาหลีใต้ นักลงทุนท้องถิ่นกลัวว่าผลิตภัณฑ์ของตนจะหาตลาดไม่ได้ เพราะขาดชื่อแบรนด์และคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ Sopha กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อส่งออกยางโดยตรง เพราะการขนส่งยางปัจจุบันต้องผ่านเวียดนาม              ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26149&date=month 
กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ – จากข้อมูลของ Research and Markets ตลาดยางซิลิโคนเหลวทั่วโลกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี6.61% ระหว่างปี 2017-2021 รายงานดังกล่าว เรื่อง “ตลาดยางซิลิโคนเหลวทั่วโลก ระหว่างปี 2017-2021” จัดทำโดยการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก พร้อมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รายงานดังกล่าวครอบคลุมสภาวะตลาดและแนวโน้มการเติบโตในอนาคต อีกทั้งยังครอบคลุมการสัมภาษณ์ของผู้ค้าหลักในตลาด หนึ่งในปัจจัยผลักดันหลักของตลาดดังกล่าว คือ การลงทุนสูงในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่กำลังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกกำลังเติบโตในอัตราที่เร็วจากประเทศที่กำลังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อปี 2016 อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกมีรายได้ 8.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เมื่อปี 2012 มีรายได้เพียง 7.91 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ  และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 14.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2025 ประเทศที่กำลังมีความเจริญทางเศรษฐกิจ ในเอเชียแปซิฟิกและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก มีสัดส่วน 51.9% ของรายได้ทั้งหมดจากอุตสาหกรรมก่อสร้างเมื่อปี 2016 และคาดว่าจะมีสัดส่วนตลาด 62.5% ภายในปี 2025 ทั้งนี้ รัฐบาลในภูมิภาคดังกล่าวกำลังลงทุนอย่างสูงในที่พักอาศัย จากการย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองของประชากรเป็นจำนวนมาก เพื่อทำงาน ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26121&date=month
กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร – จากรายงานตลาดล่าสุดของ Technavio ตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลก คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีกว่า 5% ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ คือ ระหว่างปี 2017-2021 การศึกษาตลาดดังกล่าวครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลกระหว่างปี 2017-2021 รายงานดังกล่าวยังแบ่งประเภทการใช้หลักเป็นสองประเภท คือ ยางล้อและไม่ใช่ยางล้อ โดยยางล้อมีส่วนแบ่งตลาด 58% เมื่อปี 2016 อุตสาหกรรมยานยนต์โลกคาดว่าจะเติบโตปานกลางในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์จะเพิ่มความต้องการยางล้อ ซึ่งก็จะเพิ่มความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางด้วย สารเติมแต่งสำหรับยางใช้ในการผลิตยางล้อ เพราะเพิ่มการทนทานต่อแสงอาทิตย์ โอโซน ความร้อนและความเค้นเชิงกลของยางล้อ การวิเคราะห์ของ Hitesh Bhatia หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Technavio สำหรับสารเติมแต่ง กาวและยาแนว ระบุว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับยางล้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ จะผลักดันการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยาง เมื่อความต้องการยานพาหนะเพิ่มขึ้น การใช้สารเติมแต่งสำหรับยางก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น บวกกับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปกับยานยนต์ จะผลักดันตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางทั่วโลก ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และยา สารเติมแต่งสำหรับยางใช้ในขวดยาฉีด และหลอดเก็บเลือด นอกจากนี้ สารเติมแต่งสำหรับยางยังใช้ในลูกสูบสำหรับการใช้ทางการแพทย์ เช่น เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด หลอดฉีดยาสำเร็จรูป เครื่องฉีดอินซูลิน และยาชาทางทันตกรรม ระบบเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ก็ใช้ยางเป็นยาแนวรอบๆ เพลา และในสายยาง สารเติมแต่งสำหรับยางยังพบในกาวสำหรับเทปใส กาวแบบหลอมร้อนที่ไวต่อแรงกด กาวสำหรับพื้นไวนิล และกาวสำหรับหลังคา สารเติมแต่งสำหรับยางยังใช้ในฟุตบอลเพื่อปรับปรุงการใช้งานและอัตราเร็วในการเกิดปฏิกิริยาวัลคาไนเซชั่นของยางธรรมชาติ การใช้ที่เพิ่มขึ้นที่ไม่ใช่ยางล้อจะเพิ่มความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางที่เติบโตเร็วที่สุด ในส่วนของรายได้ เหตุผลสำหรับการเติบโตของตลาดสารเติมแต่งสำหรับยาง คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตยาง จีนเป็นประเทศผู้นำในเอเชียแปซิฟิกจากความต้องการยางที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น Hitesh กล่าวว่า อินเดียและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ส่วนเวียดนามก็คาดว่ากำลังเป็นตลาดสารเติมแต่งสำหรับยางที่กำลังเติบโตในช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ความต้องการสารเติมแต่งสำหรับยางในภูมิภาคได้รับแรงกระตุ้นจากการบริโภคสารเติมแต่งสำหรับยางที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมฉนวนไฟฟ้าและการผลิต  ที่มา: http://www.rubberworld.com/newsweek.asp?id=26143&date=month
ยอดจำหน่ายยานพาหนะของจีนในเดือนตุลาคม สูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า จากการขยายตัวของตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลังการเริ่มต้นปีที่ไม่ค่อยสูงนัก จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของจีน (China Association of Automobile Manufacturers หรือ CAAM) เดือนที่แล้ว ยานพาหนะมียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 2.70 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 2% จากปีที่ผ่านมา ในปีนี้ มียอดจำหน่ายยานพาหนะ 22.9 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 4.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เมื่อเดือนมกราคม CAAM คาดว่า ยอดจำหน่ายจะเพิ่มขึ้น 5% ในปีนี้ ลดลงจาก 13.7% เมื่อปี 2016 จากการลดมาตรการภาษีสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เล็กและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้ ยอดจำหน่ายค่อนข้างจะแข็งแรง โดยมีอัตราการเติบโต 5.7% ในเดือนกันยายน 5.3% ในเดือนสิงหาคม 6.2% ในเดือนกรกฎาคม และ 4.5% ในเดือนมิถุนายน  จากยอดจำหน่ายที่สูงของรถSUVs การเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวม และมาตรการที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ซื้อ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่ (new energy vehicles หรือ NEV) ในเดือนตุลาคม มียอดจำหน่าย 490,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 45.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ต้องการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์รถที่ใช้น้ำมันดั้งเดิมในระยะยาว ที่มา: http://rubberjournalasia.com/china-october-vehicle-sales-up-2-year-on-year/  
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือน ต.ค.60 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 68,551 คัน เพิ่มขึ้น 13.1% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 28,739 คัน เพิ่มขึ้น 24.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 39,812 คัน เพิ่มขึ้น 6.1% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตันในเซกเมนท์นี้ จำนวน 32,572 คัน เพิ่มขึ้น 6.7%ตลาดรถยนต์มียอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 24.3% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่จากค่ายรถต่างๆที่ได้ถูกทยอยแนะนำเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายของค่ายรถต่างๆ มีส่วนในการกระตุ้นตลาดให้เติบโตอย่างต่อเนื่องขณะที่ยอดสะสม 10 เดือนแรกของปี 60 มีปริมาณการขาย 689,266 คัน เพิ่มขึ้น 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 20.4% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.6% สืบเนื่องจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายรถต่างๆโดยเฉพาะรถยนต์นั่ง ทำให้ความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อสภาพเศรษฐกิจมากขึ้นโดยมีการใช้จ่ายและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนตลาดรถยนต์ในเดือน พ.ย.60 แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการของตลาดรถยนต์ที่ยังคงมีอยู่สูง ความต่อเนื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จากค่ายรถยนต์ต่างๆ ตลอดจนการจัดงานมอเตอร์ เอกซ์โป ในช่วงปลายเดือนนี้ถือเป็นปัจจัยบวกในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ในช่วงปลายปีที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560)
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กยท.ได้เข้าร่วมประชุมข้อตกลงระหว่างประเทศของสุดยอดผู้นำด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารานานาชาติ (Boao) ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติ Boao ประเทศจีน ที่ร่วมจัดโดยผู้ประกอบการด้านยางพารา รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราไชน่า ไห่หนาน กลุ่มสมาคมยางพาราประเทศจีน รวมถึง กยท. ทั้งนี้ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงในการแบ่งปันข้อมูลความร่วมมือทางการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และการสร้างเสถียรภาพราคายาง เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์ราคายางที่มีความผันผวนอยู่ในขณะนี้นายธีธัช กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น รวมทั้งราคายางที่ผันผวนในกลุ่มประเทศผู้ผลิต และผู้ใช้ยาง ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่มองว่ายังเป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมยางพารา ที่จำเป็นต้องหาผู้ประกอบการที่สามารถป้อนวัตถุดิบสู่โรงงานอุตสาหกรรมในลักษณะการร่วมทุน เพื่อดำเนินการธุรกิจมีผลประกอบการร่วมกัน และขณะนี้ทั่วโลกกำลังการเข้าสู่ในยุคเศรษฐกิจที่มีแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องสร้างกลไกในการแบ่งปันและเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศระหว่างกัน พร้อมกับขยายช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและร่วมมือกันหากจะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตในด้านต่างๆทั้งนี้ มากกว่า 80-85% ของยางธรรมชาติทั่วโลก เป็นการผลิตและการนำไปใช้จากหลายประเทศที่อยู่ตามเส้นทางสายไหมของจีนที่มีทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ยาง ซึ่งควรจะเป็นผู้กำหนดราคาได้เอง ดังนั้น ควรมีการต่อต้านหรือยุติการเก็งกำไรและการคาดการณ์ที่ส่งผลต่อราคายาง และสนับสนุนให้มีการสร้างกลไกการกำหนดราคาอย่างเป็นธรรมนายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อตกลงร่วมกันในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางในทุกๆ ด้าน เช่น การเพิ่มทักษะการกรีดยางของคนกรีดยาง การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตดีที่สุด หรือเหมาะสมในแต่ละพื้นปลูกยาง เทคนิคการแปรรูป การนำวัตถุดิบไปใช้ในรูปแบบใหม่ๆ"การประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่าเวทีนี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปัจจุบัน และเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงอุตสาหกรรมยางพารา พร้อมจะจัดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป และต้องการให้ภาครัฐในพื้นที่ที่มีการปลูกยาง หรือ หน่วยงานของรัฐบาลกลางเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม เพื่อหารือระหว่างผู้ประกอบการยางพารา สมาคมยางพารา และองค์กรรัฐบาลของประเทศผู้ปลูกยางพาราเป็นหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และการพัฒนาร่วมกันของผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนผู้ผลิต และผู้บริโภค" ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560)
ไทยโพสต์ * บีโอไอผนึกญี่ปุ่น สร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจของทั้งสองฝ่าย เตรียมจัดทัพเอกชนไทยเยือนเมืองมิเอะกลางปี 2561 เพื่อจับคู่ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเครื่องมือแพทย์ นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึง การหารือกับนายเอเค ซึซึกิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ พร้อมคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นรวม 20 ราย ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะรับทราบถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จังหวัดมิเอะจึงสนใจที่จะกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีของทั้ง สองฝ่าย ซึ่งบีโอไอเสนอให้มีความร่วมมือทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากรโดยการแลกเปลี่ยน ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่เอสเอ็มอีไทย ตลอดจนการสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ บีโอไอจะจัดทำแผน ความร่วมมือด้านการลงทุนกับ จังหวัดมิเอะ โดยกำหนดอุตสาห กรรมเป้าหมาย และกิจกรรมที่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องการจับคู่ธุรกิจและความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน สำนักงานคาดว่าจะจัดคณะเอสเอ็มอีไทยในสาขาเป้าหมาย ทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาคไปเยือนจังหวัดมิเอะ ในช่วงกลางปี 2561 โดยในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม จังหวัดมิเอะมีศักยภาพในด้านอุตสาห กรรมอาหาร เครื่องจักรในการ ผลิตอาหาร และชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เอสเอ็ม อีผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยก็มีศักยภาพสูงและสามารถเชื่อมโยงจับคู่ธุรกิจกัน ได้ นอกจากนี้ จังหวัดมิเอะยังมีนโยบาย ส่งเสริมการพัฒนาด้านอุตสาห กรรมการแพทย์ โดยมีการจัดตั้งเมดิคัล วัลเลย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีแก่กลุ่มผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วนของไทย. ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560)
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) ระบุว่า สกุลเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆนับตั้งแต่ที่อังกฤษ ได้ลงประชามติแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) นั้น ช่วยให้ยอดขายของกลุ่มบริษัทส่งออกในภาคการผลิตของอังกฤษมีการขยายตัวที่ แข็งแกร่ง รายงานของ CBI ระบุว่า ยอดขายในช่วงเดือนก.ย.-พ.ย.ของบริษัทส่งออกในภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษมีการ ขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบ 29 ปี ขณะที่ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ โฮวาร์ด อาร์เชอร์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ EY ITEM Club ในกรุงลอนดอนเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า "ยอดขายของบริษัทส่งออกในภาคการผลิตมีการขยายตัวมากกว่าคาด โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์ ประกอบการภาวะแข็งแกร่งด้านการค้า และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยหนุนยอดขายของกลุ่มผู้ส่งออกในภาคการผลิตของ อังกฤษ ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของอังกฤษดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย. โดยดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของอังกฤษยังได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน ทางด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)