ข่าวเด่น

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศได้หารือถึงสถานการณ์ยางพาราในปัจจุบัน โดยพบว่าผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลงทั้ง 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ผลจากน้ำท่วมภาคใต้ของไทยเมื่อปลายปี 2559 ทำให้พื้นที่ปลูกยางได้รับความเสียหาย และราคายางที่ตกต่ำในช่วงก่อนหน้านี้ทำให้ชาวสวนยางทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ลดการกรีดยางลง และชาวสวนยางหันไปทำอาชีพอื่นทดแทนซึ่งมีรายได้ดีกว่าปลูกยาง ขณะที่สต๊อกยางต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ โดยไตรมาสแรกของปี 2560 มีสต๊อกยางของโลกเพียง 2.3 ล้านตัน ต่ำกว่าอัตราเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2.5 ล้านตัน
     นอกจากนี้ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่าราคายางจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาในปัจจุบันที่เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 60 บาท เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้น 7-12% อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกปรับขึ้นลงหรือแกว่งตัวสูงมาก ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ที่ประชุมจึงเร่งหาแนวทางให้ราคาในตลาดโลกมีเสถียรภาพมากที่สุด เช่น การเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ และการพิจารณาควบคุมการส่งออกยางของแต่ละประเทศ
    นายธีธัชกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) มีมติให้ขยายเวลาโครงการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ประกอบด้วย 4 โครงการที่เคยดำเนินการแล้วสิ้นสุดระยะเวลาลง ประกอบด้วย 1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา 2.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง 3.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และ 4.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง

ที่มา ไทยรัฐ (22/04/2560)

 

IRCo เผยผลประชุมครั้งล่าสุด ปัจจัยพื้นฐานทั้งความต้องการใช้ยางของประเทศผู้ซื้อ และปริมาณยางของประเทศผู้ผลิตอยู่ในทิศทางบวก แจงการแกว่งของราคายางในช่วงที่ผ่านมา ผลจากการเก็งกำไรเกินควร กระทบต่อราคายาง เตรียมเฝ้าระวังราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิด


23 เม.ย.60 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางพารานานาชาติ (The International Rubber Consortium : IRCo) เปิดเผยว่า ในการประชุม IRCo ในครั้งนี้ว่า ประเทศสมาชิก IRCo ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้มีการประชุมหารือร่วมกันโดยเฉพาะประเด็นการรักษาเสถียรภาพราคายาง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ราคายางมีลักษณะของการแกว่งตัวค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานอยู่ในทิศทางบวก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณยางพาราที่ลดลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนตกน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้กระทบจำนวนปริมาณของยางพาราที่ออกมาช่วงนั้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ของไทยมีส่วนต่อการลดปริมาณซัพพลายของยางธรรมชาติลงกว่า 10% ของโลก ประกอบกับ ในช่วงราคายางต่ำมีหลายประเทศลดปริมาณการผลิตยางลง ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคายางต่ำลงทั้ง 3 ประเทศเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น หรือมีรายได้เพิ่มจากการทำอาชีพอื่น เพราะฉะนั้น ปริมาณของยางพาราในห้วงระยะเวลาในปี 2016-2017 มีปริมาณที่น้อยลงกว่าที่คาดไว้


ทั้งนี้ การวิเคราะห์จากปัจจัยด้านความต้องการใช้ยาง ซึ่งผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด คือ ธุรกิจยานยนต์ พบว่า จำนวนของยานพาหนะเพิ่มสูงขึ้น ยอดขายของประเทศผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งในกลุ่มของประเทศในจีน ยุโรป ญี่ปุ่น พบว่ามี อัตราการเติบโตสูงขึ้นค่อนข้างมาก ถึง 7% - 12% เช่น ประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น 7.37%ยุโรปเพิ่มมากขึ้นถึง 8.42% ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น 12.33%  แม้ในสหรัฐอเมริกาอาจมีการย่อตัวลงเล็กน้อยคือ 1.51% เท่านั้น


อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าโดยรวมปริมาณความต้องการหรือการขยายตัวของธุรกิจยานยนต์ยังมีความต้องการใช้ยางสูง ในขณะเดียวกัน GDP ของประเทศผู้ใช้ยางจากตัวเลขของ IMFมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น อเมริกา แม้จะเติบโตขึ้นเป็น 2.3% แต่ยังเพิ่มจากปีที่แล้ว 0.7% ยุโรป1.7% ญี่ปุ่น 1.2% และอินเดียกระโดดจาก 6.8% เป็น 7.2% เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโอกาสการเติบโตหรือความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น


นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานเรื่องของสต็อกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัจจุบันอัตราส่วนของสต็อกกับการบริโภคยังอยู่ค่อนข้างต่ำ และมีโอกาสที่จะทำให้ราคามีการปรับตัวสูงขึ้น โดยในเวทีการประชุมวิชาการของประเทศจีน (China Rubber Conference) พบว่า ในประเทศจีน มีอัตราการเพิ่มขึ้นของธุรกิจยานยนต์ 15.9%ซึ่งเพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้ถึง 5% ทำให้รัฐบาลจีน มีการสนับสนุนและเพิ่มแรงจูงใจด้านภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น นำไปสู่ธุรกิจยานยนต์เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ สต๊อกยางของโลก ในไตรมาสแรกของปี 2017 มีเพียง 2.3 ล้านตัน ขณะที่ การคาดการณ์ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของปีเดียวกัน มีสูงถึง 12.7 ล้านตัน ซึ่งยังมีโอกาสในการเก็บสต็อกเพิ่มมากขึ้นอยู่มาก


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นดีมานต์หรือซัพพลายเป็นไปในเชิงบวก แต่สิ่งที่ทำให้เกิดราคายางแกว่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการเก็งกำไรจนเกินควร หากมองถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขที่สำคัญๆ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 3.6 % ขณะที่ดัชนีในเรื่องของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 0.4% และยางสังเคราะห์ มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของราคาอยู่เพียง 6.7% แต่ในตลาดยางกลับพบว่า มีการเก็งกำไรสูงถึง 16.6 %แสดงว่าการเก็งราคาไม่สะท้อนเรื่องปัจจัยพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องการเก็งกำไรจากการสร้างกระแสให้ราคาขึ้นลงในเชิงข่าวเท่านั้น


จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าอุตสาหกรรมยางพารายางยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง คณะกรรมการบริหารจาก 3 ประเทศ มีความห่วงใย เกี่ยวกับตลาดที่มีการเก็งกำไรค่อนข้างสูง สะท้อนให้เห็นถึงระดับราคาที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกและผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้ IRCO จะทำหน้าที่เข้ามามีบทบาทในการรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะต้นยาง 1 ต้น ใช้เวลา 7 ปีกว่าจะเติบโตและกว่าจะสามารถกรีดออกมาเป็นผลผลิตได้ ขณะที่ยางที่เป็นยางเทียมใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันในการทำการผลิต เพราะฉะนั้น ความสำคัญของยางธรรมชาติยังมีอยู่แน่นอน และยังมีความสำคัญต่อความต้องการใช้อีกมาก


ประธาน IRCo กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการ IRCOที่ร่วมประชุมในครั้งนี้จะนำเสนอประเด็นเหล่านี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ 3 ประเทศที่จะมีการประชุมร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพื่อตัดสินใจแนวทางที่จะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องที่ทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพยายามผลักดันเรื่องการซื้อขายในตลาดที่เป็นตลาดซื้อขายส่งมอบมากขึ้นแทนตลาดที่เป็นตลาดลักษณะเก็งกำไร เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย และลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไร ซึ่งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) มีความพร้อมทั้ง 3 ประเภทแล้วแต่พยายามผลักดันให้มีความเข้มแข็งขึ้นให้มากที่สุด จะสามารถช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง และคณะกรรมการ IRCO มีความเห็นร่วมกันว่า จะทำการศึกษาแนวทางเพิ่มเติมในการติดตามผลของราคาหรือแนวโน้มของราคา เพื่อกำกับควบคุมให้ราคายางมีความเสถียรภาพให้มากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึง การประกาศใช้แนวทางเรื่องของการควบคุมปริมาณการส่งออกครั้งที่ 5 ด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องได้รับการเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพราะการใช้การควบคุมปริมาณการส่งออกใช้มาแล้วในปีที่ผ่านมา และได้ผลในส่วนของราคาค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นแนวทางที่จะนำกลับมาใช้ควบคุมเพื่อให้ราคายางไม่แกว่งตัวมากเกินไป

ที่มา ราคายางดอทคอม (27/04/2560)

 

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินเปโซเม็กซิโกและดอลลาร์แคนาดา หลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ จะยังไม่ยกเลิกข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ในเวลานี้

เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ตามเวลาไทย ดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 1.1% เมื่อเทียบกับเปโซเม็กซิโก ที่ระดับ 18.96 เปโซ และปรับตัวลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.35445 ดอลลาร์แคนาดา

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ร่วมกับนายจัสติน ทรูโดว์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และนายเอ็นริเก เปนญา นิเอโต ประธานาธิบดีเม็กซิโก ในวันนี้

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ตกลงที่จะยังไม่ยกเลิกข้อตกลงนาฟต้าในเวลานี้ และผู้นำทั้งสามประเทศได้ตกลงที่จะเร่งการเจรจาครั้งใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสามประเทศ

 
 

ตลาดการเงินจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ รวมทั้งการแถลงข่าวของนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB ซึ่งจะมีขึ้นภายหลังการประชุม

นักวิเคราะห์บางกลุ่มคาดว่า ECB จะไม่ส่งสัญญาณการยุติใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกจะช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลก็ตาม

 

ทั้งนี้ นายเอมมานูเอล มาครอง ผู้สมัครซึ่งมีแนวคิดสายกลาง ได้รับคะแนนเสียง 8.66 ล้านเสียง หรือ 24.01% สูงกว่านางมารีน เลอเปน ผู้สมัครจากพรรค National Front (FN) ที่ได้รับ 7.68 ล้านเสียง หรือ 21.30% ซึ่งชัยชนะของนายมาครองช่วยให้ตลาดการเงินคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่ฝรั่งเศสจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป อีกทั้งยังช่วยให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จะเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อเศรษฐกิจยุโรป

ส่วนในการประชุมเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ECB ได้ประกาศคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือนจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. ก่อนที่จะปรับลดสู่ระดับ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือนเม.ย.-ธ.ค. โดยการปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรในเดือนเม.ย.-ธ.ค. เป็นไปตามที่ ECB ประกาศไว้ในการประชุมเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

 

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือน มี.ค.60 และไตรมาสที่ 1 ปี 60 ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กทม.และปริมณฑล โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงการขยายตัวต่อเนื่องของภาคเกษตรและการท่องเที่ยว สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจทุกภูมิภาคยังอยู่ในเกณฑ์ดี

 

โดยภาคใต้ ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง มีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สะท้อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัว 3.6% ต่อปี สอดคล้องกับการบริโภคสินค้าในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดรถยนต์นั่งและยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวในอัตราเร่งที่ 9.5% และ 28.4% ต่อปี ตามลำดับ ตามการขยายตัวในเกือบทุกจังหวัด โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตร และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดรถปิคอัพจดทะเบียนใหม่และเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม ขยายตัวในอัตราเร่งที่ 41.0% และ 58.8% ต่อปี สำหรับด้านอุปทานภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่ 3.2% ต่อปี ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำที่ 1.4% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 1.5% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยมีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน จากยอดรถยนต์นั่งและยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 6.0% และ 3.6% ต่อปี ตามลำดับ สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดรถปิคอัพจดทะเบียนใหม่และเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมขยายตัวในอัตราเร่งที่ 6.9% และ 105.7% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับด้านอุปทานภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ในอัตราเร่ง ทั้งจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือน โดยขยายตัวที่ 13.1% และ 13.9% ต่อปี ตามลำดับ สอดคล้องกับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 1.3% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

กทม.และปริมณฑล เศรษฐกิจขยายตัว โดยมีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 2.6% ต่อปี เช่นเดียวกันกับการบริโภคสินค้าในหมวดสินค้าคงทนที่กลับมาขยายตัวเช่นกัน สะท้อนจากยอดรถยนต์นั่งขยายตัวในอัตราเร่งที่ 7.7% ต่อปี ตามการขยายตัวในเกือบทุกจังหวัด โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เกษตรกร และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่และเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 8.1% และ 21.8% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ด้านอุปทาน ภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง จากผลผลิตสำคัญ อาทิ ข้าว และข้าวโพด เป็นต้น สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม ที่ส่งสัญญาณปรับตัวปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.7 ส่วนด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม (เบื้องต้น) 2560 อยู่ในระดับต่ำที่ 0.8% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 อยู่ที่ 1.0% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

ภาคตะวันออก เศรษฐกิจขยายตัว โดยมีการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยการบริโภคภาคเอกชน จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ที่ขยายตัว 16.6% ต่อปี สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี สะท้อนจากยอดรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัว 23.4% ต่อปี สอดคล้องกับการลงทุนภาครัฐในภูมิภาคที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องที่ขยายตัว 11.4% ต่อปี สำหรับด้านอุปทาน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขยายตัวในเกณฑ์ดีทั้งจำนวนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนที่ 7.9% และ 9.1% ต่อปี ตามลำดับ สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมีนาคมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 104.1 ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคมอยู่ในระดับต่ำที่ 1.1% ต่อปี สำหรับอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 0.8% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

ภาคกลาง เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภค การลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยวเป็นหลัก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทนของผู้มีรายได้น้อย จากยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวในเกณฑ์ดีที่ 3.0% ต่อปี สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน จากยอดรถปิคอัพและรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัว 21.2% ต่อปี และ 1.0% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกันกับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลในภูมิภาคในเดือนมีนาคมขยายตัวที่ 7.8% ต่อปี สำหรับด้านอุปทานขยายตัวต่อเนื่อง โดยภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีทั้งจำนวนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนที่ 1.1% และ 2.3% ต่อปี ตามลำดับ สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคมอยู่ในระดับต่ำที่ 0.7% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 1.7% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

ภาคเหนือ เศรษฐกิจยังคงทรงตัว อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวยังเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 3.4% ต่อปี ส่วนด้านอุปทาน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขยายตัวได้ดีทั้งจำนวนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนที่ 1.6% และ 7.5% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคมยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.1% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 1.0% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

ภาคตะวันตก เศรษฐกิจยังทรงตัว อย่างไรก็ดี การลงทุนและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ในเดือนมีนาคม ขยายตัว 17.7% ต่อปี ตามการขยายตัวในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี เช่นเดียวกันกับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลในภูมิภาคในเดือนมีนาคม ขยายตัวในอัตราเร่งที่ 12.8% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวภายในภูมิภาค ส่วนด้านอุปทาน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีทั้งจำนวนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนที่ 9.3% และ 18.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคมยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.4% ต่อปี และอัตราการว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 0.5% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค

 

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 60 ซึ่งคาดการณ์เดิมว่าจะขยายตัวได้ 3.6% จากช่วงคาดการณ์ที่ 3.3-3.9% เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.2% แม้ว่าการส่งออกจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ดีกว่าที่เคยคาดไว้ แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นนัยสำคัญให้ต้องปรับประมาณการ

 

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากอุปสงค์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นจากปีก่อนอย่างชัดเจน ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.9 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น

ขณะที่แนวโน้มรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 60 จะอยู่ที่ 1.4% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามแนวโน้มต้นทุนจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 39.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 9.2% ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP)

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินเชิงรุก ในการประชุมวันนี้ โดยที่ประชุมได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ -0.1% นอกจากนี้ BOJ ยังได้ปรับเพิ่มแนวโน้มเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2560

ที่ประชุม BOJ ได้เปิดเผยในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาส โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีงบประมาณ 2560 จะขยายตัว 1.6% เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือนม.ค.ที่ระดับ 1.5% และคาดว่า GDP ในปีงบประมาณ 2561 จะขยายตัว 1.3% สูงกว่าตัวเลขประมาณการในเดือนม.ค.ที่ระดับ 1.1%

 

"เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการขยายตัวในระดับปานกลาง โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ" BOJ ระบุในรายงานเศรษฐกิจรายไตรมาส พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า "เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับปานกลางต่อไป"

ส่วนในด้านเงินเฟ้อนั้น BOJ คาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาอาหาร จะขยายตัว 1.4% ในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งลดลงจากตัวเลขประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 1.5% และคาดว่า ดัชนี CPI พื้นฐานในปีงบประมาณ 2561 จะขยายตัว 1.7% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า BOJ เชื่อว่าทางธนาคารกลางจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ได้ทันนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนเม.ย. 2561

อย่างไรก็ตาม BOJ ระบุว่า ทางธนาคารกลางอาจจะปรับนโยบายตามสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

นอกจากนี้ BOJ ยังระบุในรายงานฉบับดังกล่าวว่า ความเสี่ยงด้านการเมืองในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปหลังจากที่อังกฤษลงมติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้วนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาลง

 

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทย ณ เดือนเมษายน 2560 ว่า “เศรษฐกิจไทยในปี 2560 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 3.6 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.3 – 3.9) เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 3.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นจากปีก่อน อย่างชัดเจน ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.9 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อันจะช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วย กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น ขณะที่แนวโน้มรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ต่อ เนื่อง

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2560 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 (โดยมีช่วงประมาณการที่ร้อยละ 1.1 -1.7) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามแนวโน้มต้นทุนจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มี ทิศทางเพิ่มขึ้น ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 39.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.2 ของ GDP (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 8.9 – 9.5 ของ GDP)”

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด อาทิ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความผันผวนของตลาดเงินโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป รวมทั้งสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ”


รายงานประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560


1. ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยในปี 2560 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 3.6 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.3 – 3.9) เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 3.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ภายนอกประเทศ โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.1 – 2.7) ตามการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นจากปีก่อนอย่างชัดเจน โดยได้รับอานิสงศ์จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกบริการขยายตัวได้ต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่ม ขึ้น นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.9 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่อาทิ โครงการรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 10.6 – 11.2) เช่นเดียวกับการบริโภคภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 – 3.3) สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.4 – 3.0) ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมให้แก่กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติและกองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ ยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนใน ประเทศได้มากขึ้น ขณะที่แนวโน้มรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มรายได้นอกภาคเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภาพรวมจะเป็นแรงสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 – 3.3) ส่วนปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ ที่ร้อยละ 2.8 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.5 – 3.1) สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเร่งขึ้นและการฟื้นตัวของภาค การส่งออก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐอีกด้วย


2. ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2560 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.1 – 1.7) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ตามแนวโน้มต้นทุนจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 39.0 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นร้อยละ 9.2 ของ GDP (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 8.9 - 9.5 ของ GDP) เนื่องจากดุลการค้าที่คาดว่าจะเกินดุลที่ 29.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.0 – 29.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ตามมูลค่าสินค้านำเข้าที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ร้อยละ 7.5 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 7.2 – 7.8) ในขณะที่มูลค่าสินค้าส่งออกคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0 - 3.6)

ที่มา : กระทรวงการคลัง (วันที่ 27 เมษายน 2560)

เวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐลด ขณะที่เบรนท์ปรับลดจากความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาด

+ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 เม.ย. ปรับตัวลดลงที่ 3.6 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 528.7 ล้าน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดราว 1.7  ล้านบาร์เรล เนื่องจากโรงกลั่นเพิ่มกำลังการกลั่นสูงขึ้น โดยมีเปอร์เซ็นต์การกลั่นร้อยละ 94.1 ของกำลังการผลิต ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ พ.ย. 2558

- อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรล ทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ำมันเบนซินของสหรัฐฯที่อาจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง ทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังที่อยู่ในระดับสูงอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในระยะอันใกล้นี้

- นอกจากนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา

- ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงจากความไม่แน่นอนในเรื่องข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตระหว่างโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก ว่าจะมีการขยายช่วงเวลาออกไปหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันโลก ถึงแม้ว่า นาย Khalid al- Falih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบีย มีความสนใจที่จะทำการเจรจากับผู้ผลิตในกลุ่มและนอกกลุ่มโอเปกเพื่อให้คงเสถียรภาพราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังจากได้รับแรงกดดันจากราคา RBOB ในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะส่งออกน้ำมันเบนซินเพิ่มมากขึ้น

ราคาน้ำมันดีเซล
ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลในประเทศญี่ปุ่นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 5 และระดับปริมาณสต็อกน้ำมันดีเซลในญี่ปุ่นก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 ขึ้นไปแตะระดับ 10.16 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้า
      
                                              
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง
                     

จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบในและนอกโอเปกก่อนการประชุม อย่างเป็นทางการในวันที่ 24-25 พ.ค. 60  ว่าจะมีจะมีการขยายระยะเวลาของมาตรการปรับลดกำลังการผลิตหรือไม่ ภายหลังปริมาณน้ำมันคงคลังเชิงพาณิชย์ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังอยู่ในระดับ ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีค่อนข้างมาก แม้ว่ากลุ่มโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ได้ตกลงไว้ก็ตาม โดยล่าสุดซาอุดิอาระเบีย คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความเห็นไปพ้องกันว่าควรขยายระยะเวลาของมาตรการแต่ข้อตกลงดังกล่าวขึ้นกับ เงื่อนไขว่าผู้ผลิตนอกกลุ่มจะต้องปรับลดกำลังการผลิตลงด้วยเช่นกัน ซึ่งทางด้านของรัสเซียยังไม่ได้มีการออกมาให้ความเห็นแต่อย่างใด

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับตัวลดลงหลังโรงกลั่นน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ราวร้อยละ 93 เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลขับขี่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยลดผลกระทบของการผลิตน้ำมันดิบในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 9.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 14 เม.ย. ปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยปรับลดลงราว 1.0 ล้านบาร์เรล

การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เพิ่มการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่องมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 13 เม.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 11 แท่น มาอยู่ที่ระดับ 683 แท่น นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 13 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยกว่า 2 ใน 3 ของการปรับเพิ่มขึ้นมาจากแหล่งผลิต Permian ที่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 27 เมษายน 2560)

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าแตะกรอบล่าง 111 เยน ในการซื้อขายเช้านี้ที่ตลาดโตเกียว สืบเนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการทดลองนิวเคลียร์ของ เกาหลีเหนือ นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงซื้อหนุนจากบรรดาบริษัทนำเข้าของญี่ปุ่น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อเที่ยงวันนี้ตามเวลาโตเกียว ดอลลาร์เคลื่อนไหวที่ 111.28-111.29 เยน เมื่อเทียบกับ 111.00-111.10 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 111.23-111.24 เยนที่ตลาดโตเกียวเมื่อวานนี้

ยูโรเคลื่อนไหวที่ 1.0911-1.0912 ดอลลาร์ และ 121.42-121.46 เยน เมื่อเทียบกับ 1.0898-1.0908 ดอลลาร์ และ 121.03-121.13 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 1.0913-1.0914 ดอลลาร์ และ 121.39-121.43 เยน ที่ตลาดโตเกียวเมื่อวานนี้

โบรกเกอร์กล่าวว่า หลังจากที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ 111.78 เยนในตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ด้วยปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศนโยบายปฏิรูประบบภาษีนั้น ดอลลาร์ก็ได้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบล่าง 111 เยนที่ตลาดโตเกียวในช่วงเช้านี้ จากปัจจัยที่นักลงทุนเริ่มคลายความวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน จากแรงซื้อของบริษัทนำเข้าในญี่ปุ่น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 27 เมษายน 2560)