นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะซิกแซกขึ้นได้ โดยรับปัจจัยบวกจากในประเทศ จากที่ตัวเลขส่งออกของไทยงวดเดือนพ.ค.ออกมาดีกว่าตลาดคาดมาก โดยปรับขึ้นราว 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 52 เดือน สูงกว่าตลาดฯที่คาดไว้ว่าจะปรับขึ้น 8%

นอกจากนี้ การจัดงาน Thailand's Big Strategic Move ได้รับการตอบรรับดี และรัฐบาลยังให้ความมั่นใจโครงการต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งทำให้ไปกระตุ้นมุมมองเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นได้ในปีนี้

อีกทั้ง ยังจะมีการเก็งกำไรการทำ Window Dressing ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า พร้อมให้แนวรับ 1,578-1,574 จุด ส่วนแนวต้าน 1,584-1,590 จุด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 23 มิถุนายน 2560)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 33.99 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงปิดตลาดเย็นวานนี้ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา ขณะที่ตัวเลขยอดขอรับสวัสดิการจากการว่างงานของสหรัฐที่ออกมาเมื่อคืนนี้เพิ่มขึ้นเกินคาด

"เช้านี้บาทเปิดตลาดทรงตัว เนื่องจากดอลลาร์แกว่งตัวในกรอบแคบๆ รอปัจจัยใหม่เข้ามา" นักบริหารเงิน กล่าว


นักบริหารเงิน ประเมินกรอบเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 33.95-34.05 บาท/ดอลลาร์


*ปัจจัยสำคัญ

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 111.32 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 111.14/17 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1156 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1162/1165 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.9670 บาท/ดอลลาร์

- นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เปิดเผยว่า การที่ไทยจะทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ยุค 4.0 อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนแปลงโดยเอาดิจิทัลมาใช้ เช่น หากเป็นสื่อก็ต้องทรานส์ฟอร์มเป็นดิจิทัลมีเดีย ธนาคารก็ต้องขับเคลื่อนสู่ฟินเทค ในส่วนของคนต้องเร่งสร้างนวัตกรรม ทางไอที วิศวกร เพื่อผลิตสินค้าและนวัตกรรมใหม่ออกมาแข่งขันยุคดิจิทัล

- กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 3,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 241,000 ราย โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 240,000 ราย

อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 120 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970

- สำนักงานการเงินเพื่อการเคหะของสหรัฐ (FHFA) เปิดเผยดัชนีราคาบ้านประจำเดือนเม.ย. ปรับตัวขึ้น 0.7 จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 0.5%

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโรและเยน ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 มิ.ย.) ด้วยแรงหนุนบางส่วนจากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐที่ค่อนข้างดี โดยยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1149 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1164 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.2672 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2669 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7542 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7558 ดอลลาร์ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 111.32 เยน จากระดับ 111.31 เยน

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนแรงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการร่วงของหุ้นกลุ่มพลังงาน

- นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนมิ.ย.โดยมาร์กิต และยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 23 มิถุนายน 2560)

นายคิคูโอะ อิวาตะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในการประชุมผุ้นำธุรกิจซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเอโอโมริ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ยังคงมีความจำเป็นสำหรับญี่ปุ่น เนื่องจากการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ของ BOJ นั้น ยังต้องใช้เวลาอีกยาวไกล

"ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับ 2% นั้น แต่เงินเฟ้อในญี่ปุ่นยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวไกลกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ระดับ 2% ซึ่งหมายความว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินยังคงเป็นสิ่งจำเป็น และผมไม่คิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ควรจะปรับลดระดับการผ่อนคลายทางการเงิน ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐ" นายอิวาตะกล่าว

ส่วนกรณีที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายได้เรียกร้องให้ BOJ ปรับลดเป้าหมายเงินเฟ้อลงสู่ระดับที่แท้จริงที่ 1% นั้น นายอิวาตะกล่าวว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในหมู่ชาวญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 มิถุนายน 2560)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า อัตราความเสี่ยงการเกิดหนี้ในภาคครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

รายงานระบุว่า จำนวนครัวเรือนที่มีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระหนี้ในปีงบการเงิน 2559 นั้น อยู่ที่1,263,000 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1,097,000 ครัวเรือน

สำหรับตัวเลขล่าสุดนี้คิดเป็น 11.6% ของครัวเรือนทั้งหมดที่มีหนี้สิน โดยมีมูลค่าหนี้สินรวมทั้งสิ้น 186.7 ล้านล้านวอน (1.635 แสนล้านดอลลาร์)

ทั้งนี้ จำนวนครัวเรือนที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ด้วยการขาย สินทรัพย์ในปีงบการเงิน 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 315,000 ครัวเรือน คิดเป็น 2.9% ของครัวเรือนทั้งหมดที่มีหนี้สิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 18,000 ครัวเรือน และคิดเป็นมูลค่าหนี้สินรวม 62 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 15.6 ล้านล้านวอน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จำนวนครัวเรือนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้น มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่มีกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน เร็วๆนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 มิถุนายน 2560)


นายแอนดี ฮาลเดน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) กล่าวว่า จะเป็นการรอบคอบ ถ้าหาก BoE ทำการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการคุมเข้มนโยบายการเงินถือว่ามีความจำเป็นก่อนที่ตลาดจะคาดการณ์การ ดำเนินการดังกล่าว

นายฮาลเดนระบุว่าการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องทำในไม่ ช้า และเป็นการส่งสัญญาณว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BoE มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ นายฮาลเดนยังกล่าวว่า เขาจะลงมติให้ BoE ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 มิถุนายน 2560)

ธนาคารกลางจีนได้ออกกฎระเบียบการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้า มาลงทุนในตลาดพันธบัตรอินเตอร์แบงก์ของจีน ผ่านทางโครงการเชื่อมโยงตลาดพันธบัตรฮ่องกง

ทั้งนี้ กฎระเบียบของธนาคารกลางจีนระบุว่า นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อพันธบัตรในตลาดพันธบัตรอินเตอร์แบงก์ ทั้งในรูปสกุลเงินหยวนและสกุลเงินต่างประเทศ

นอกจากนี้ ข้อกำหนดยังระบุว่า ธนาคารกลางจีน และหน่วยงานอื่นๆของรัฐบาล มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในตลาดพันธบัตร อินเตอร์แบงก์ของจีน และธนาคารกลางจีนจะกำกับดูแลขั้นตอนดังกล่าว และจะทำงานร่วมกับธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และหน่วยงานในประเทศและเขตปกครองอื่นๆ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุน และเพื่อเป็นการป้องกันฟอกเงิน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 มิถุนายน 2560)

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน  ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2560

+ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงราว 2.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลงราว 2.1 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงเช่นกัน โดยปรับลดลงราว 578,000 บาร์เรล

+ พายุดีเปรสชันซินดี (Tropical Depression Cindy) ในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ Gulf of Mexico ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการผลิตน้ำมันดิบถึงร้อยละ 17 ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ และก๊าซธรรมชาติแห้ง (dry natural gas) ถึงร้อยละ 5 ของปริมาณการผลิตและก๊าซธรรมชาติแห้งในสหรัฐฯ

+ นาย Jabar al-Luaibi รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันอิรักเผยว่า ราคาน้ำมันดิบจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายเดือนก.ค. และแตะระดับ 54 ถึง 56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายปี 2560

- ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้ความต้องการใช้ท่อขนส่งน้ำมัน Colonial pipeline ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ทั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะอุปทานล้นตลาดของตลาดน้ำมันโลกที่ เกิดขึ้น ณ ขณะนี้

- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังยุโรป ที่ Amsterdam-Rotterdam-Antwerp (ARA) รายงานโดย Genscape ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 64.2 ล้านบาร์เรล สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี และเป็นอีกสัญญาณที่บ่งบอกว่าการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก ณ ปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังโลกปรับลดลงอย่างที่ คาดการณ์ไว้

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ และสิงคโปร์ ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าความต้องการใช้น้ำมันเบนซินใน สหรัฐฯ ในช่วงฤดูการขับขี่ จะปรับตัวดีขึ้น

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในภูมิภาคเอเชียและประเทศอินเดียยังคง อยู่ในระดับดี ประกอบกับอุปทานยังคงตึงตัวในช่วงฤดูการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในภูมิภาค เอเชียเหนือ

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้า

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 41-46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 43-48  เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

ตลาดยังคงกังวลกับการปรับเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียและ ลิเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยเว้นจากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต โดยล่าสุด หลังท่อขนส่งน้ำมันดิบ Trans Forcados Pipeline กลับมาดำเนินการอีกครั้ง  ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของไนจีเรียคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเกิน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดรอบ 17 เดือน และปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนก.ค. ราว 0.18 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 0.885 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนก.ค.

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับลดลง จากอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ ความต้องการใช้น้ำมันในช่วงฤดูร้อนที่ปรับเพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซาอุดิอาระเบีย ที่จะทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียมาสู่สหรัฐฯ ปรับลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 509.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลงราว 2.1 ล้านบาร์เรล

จับตาท่าทีของผู้ผลิตน้ำมันดิบเกี่ยวกับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หลังอิหร่านให้ความเห็นว่ากลุ่มโอเปกอาจพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตมากกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 23 มิถุนายน 2560)

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 23 มิ.ย. 2560 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไร ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่แบนราบลง ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มในทางลบเพราะสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุน กำลังกังวลกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในอนาคตและปัจจัย ดังกล่าวหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ ค่าสเปรด (ส่วนต่าง) ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 5 ปีกับประเภทอายุ 30 ปีร่วงลงสู่ 0.95% ในวันพุธซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2007 นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ ปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการอันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการร่วงของหุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ วันนี้ติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการและยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 23 มิถุนายน 2560)


พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา- อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council:USABC) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.คมนาคม, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์ และ รมว.อุตสาหกรรม ที่ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับคณะนักธุรกิจ USABC โดยปีนี้เป็นปีที่ 12 ในการก่อตั้งสำนักงาน USABC ที่กรุงเทพฯ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ USABC นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทยอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญที่ USABC มีให้กับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อขยายความร่วมมือในการกำหนดยุทธศาสตร์ในด้านการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นสาขาที่สหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ภาคการเกษตร ยานยนต์และอากาศยาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล จึงขอเชิญชวนให้นักธุรกิจสหรัฐฯ พิจารณาลงทุนและเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของไทย

ที่ผ่านมารัฐบาลได้สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการผลักดันการออกกฎหมายต่าง ๆ ในการรองรับนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าประเทศไทยมีทิศทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ซึ่งรัฐบาลยังคงเดินหน้าปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐ ให้สามารถรองรับและเอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติและการเติบโตของประเทศใน อนาคต จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับในดัชนีศักยภาพการแข่งขันของโลก ในอันดับที่ 34 จาก 138 ประเทศ และเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจในปี 2560 โดยธนาคารโลก ในอันดับที่ 46 จากอันดับทั้งหมดจาก 190 ประเทศ

นายกรัฐมนตรี หวังว่า USABC จะได้รับทราบและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน และยืนยันว่าไทยยังคงมีศักยภาพที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้อีกมาก พร้อมหวังว่าการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้จะได้รับประโยชน์จากการหารือกับ กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศให้ แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ผู้แทนของ USABC ได้ขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวนโยบายเศรษฐกิจไทย พร้อมให้การสนับสนุนการปฏิรูปของไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าภาคเอกชนถือเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้านโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันในเรื่องการอำนวยความสะดวกและการพัฒนาการทำ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อให้ง่ายต่อการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดย USABC ประสงค์ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การฝึกอบรมภาคธุรกิจ SMEs และ Start-up ของไทย รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประธาน USABC ยังได้กล่าวสนับสนุนให้ประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในปี 2562 ด้วย

สำหรับ USABC เป็นองค์กรธุรกิจที่มีสมาชิกเป็นบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจกับ ประเทศไทยและในอาเซียน มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทย กับสหรัฐฯ ในการเยือนครั้งนี้ประกอบด้วยนักธุรกิจสหรัฐฯ และผู้บริหารจาก 33 บริษัท ในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน/โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ อาหารและการเกษตร และการบริการทางการเงิน เป็นต้น อาทิ บริษัท AIG, Apple, Amazon, Chevron, Seagate, Eli Lily, Ford, CITI เป็นต้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 22 มิถุนายน 2560)

ราคาน้ำมันดิบปิดบวกหลังทรุดกว่า 2% วันก่อนหน้านี้แต่ราคายังคงถูกกดดัน

สัญญา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนส.ค. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 21 เซนต์ ปิดที่ราคา 42.72  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ดิ่งลงสู่ระดับ 42.05 ดอลลาร์เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2559  

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้น 40 เซนต์ ปิดตลาดที่ 45.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากดิ่งลง 2.6% ปิดที่ 44.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วันก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงต่ำสุด นับตั้งแต่เดือนพ.ย.

หาก นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันได้ทรุดตัวลง 20% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของทุกปีนับตั้งแต่ปี2540

นักลงทุนไม่มั่นใจต่อประสิทธิภาพในการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก

ทั้งนี้ การที่สหรัฐ ลิเบีย และไนจีเรียพากันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ได้เป็นปัจจัยหักล้างความพยายามของกลุ่มโอเปกในการปรับลดกำลังการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงของเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการบริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลก

ทั้งนี้ การผลิตน้ำมันของลิเบียเพิ่มขึ้นมากกว่า 50,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 885,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่การส่งออกน้ำมันของไนจีเรียจะเพิ่มขึ้น 62,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค.

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะบ่อน้ำมันสหรัฐ เปิดเผยรายงานแท่นขุดเจาะน้ำมันรายสัปดาห์ พบว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในสหรัฐ มีจำนวนเพิ่มขึ้น 6 แท่น สู่ระดับ 747 แท่นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2558 และเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 22 ติดต่อกัน

ที่มา : กรุงเทพธูรกิจ (วันที่ 23 มิถุนายน 2560)