นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบจำกัด โดยอาจได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มพลังงานหลังจากที่เมื่อวานนนี้ราคาน้ำมัน ได้ปรับตัวขึ้น และตลาดฯก็ยังมีโมเมนตัมเป็นบวกอยู่ แต่ให้รอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคำพิพากษาคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบคละกัน โดยแนะจับตาถ้อยแถลงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ และติดตามสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีต่อไป

ทั้งนี้ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนการปิดงบฯไตรมาส 3/60 แต่มองโอกาส Window Dressing อาจเกิดขึ้นไม่มาก เพราะหุ้นก็ขึ้นมามากแล้ว อีกทั้งนักลงทุนคงมองหาหุ้นที่จะมีงบฯดีมากกว่า พร้อมให้จับตาการทำ Short ในตลาดฟิวเจอร์สของนักลงทุนต่างชาติอาจกดดันตลาดฯได้
พร้อมให้แนวรับ 1,657 จุด ส่วนแนวต้าน 1,376 จุด

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)


นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.12 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 33.10 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากดอลลาร์ฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าจากความกังวลเกี่ยวกับผลเลือกตั้งของเยอรมนีว่าจะมีปัญหาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลผสม

"บาทอ่อนค่าจากเย็นวานนี้หลังดอลลาร์ฟื้นตัว เนื่องจากตลาดกังวลเกี่ยวกับผลเลือกตั้งของเยอรมนีเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีนโยบายต่างกัน"นักบริหารเงิน กล่าว


นักบริหารเงิน คาดทิศทางค่าเงินบาทวันนี้จะอยู่ในกรอบ 33.05-33.20 บาท/ดอลลาร์


* ปัจจัยสำคัญ

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 111.63 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 112.04 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1853 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1888 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.0930 บาท/ดอลลาร์

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักบางสกุล ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กและชิคาโก ได้ออกมาประสานเสียงสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1839 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1948 ดอลลาร์

ขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3467 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3531 ดอลลาร์
ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงที่ระดับ 0.7944 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7968 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 111.66 เยน จากระดับ 112.00 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ
ฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9674 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9699 ฟรังก์สวิส

- ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) หลังจากนักลงทุนปรับตัวรับผลการเลือกตั้งเยอรมนี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์การเมืองในเยอรมนีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลของนางอังเกลา แมร์เคิล ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้อย่างเด็ดขาด แม้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม
ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับตัวขึ้น 0.2% ปิดที่ 383.90 จุด
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,594.81 จุด เพิ่มขึ้น 2.46 จุด หรือ +0.02%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,267.13 จุด ลดลง 14.16 จุด หรือ -0.27%

- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) จากแรงขายที่ส่งเข้าฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐ หลังจากเกาหลีเหนือออกมาระบุว่า คำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับเกาหลีเหนือนั้น ถือเป็นการประกาศสงครามกับเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน และเกาหลีเหนือมีสิทธิที่จะตอบโต้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 22,296.09 จุด ลดลง 53.50 จุด หรือ -0.24%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,370.59 จุด ลดลง 56.33 จุด หรือ -0.88%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,496.66 จุด ลดลง 5.56 จุด หรือ -0.22%

- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนลบเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) จากแรงฉุดรั้งของหุ้นกลุ่มธนาคารที่ร่วงลงหลังธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับการขยายตัวของหนี้สินภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่สกุลเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่น่าผิดหวังในเยอรมนี โดยพรรคแนวร่วมของนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้อย่างเด็ดขาดดัชนี FTSE 100 ลดลง 9.35 จุด หรือ -0.13% ปิดที่ 7,301.29 จุด

- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) ขานรับการแสดงความเห็นในด้านบวกของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันซึ่งระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากรายงานที่ว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 1.56 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 52.22 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 2.16 ดอลลาร์ หรือ 3.8% ปิดที่ 59.02 ดอลลาร์/บาร์เรล

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (25 ก.ย.) เนื่องจากการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐ รวมทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 14 ดอลลาร์ หรือ 1.08% ปิดที่ระดับ 1311.50 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 16.3 เซนต์ หรือ 0.96% ปิดที่ 17.147 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 8.1 ดอลลาร์ หรือ 0.9% ปิดที่ 940.20 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 10.15 ดอลลาร์ หรือ 1.1% ปิดที่ 909.70 ดอลลาร์/ออนซ์

- China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า เงินหยวนอ่อนค่าลง 1.31% แตะที่
6.6076 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

- นายบิล ดัดลีย์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัจจัยที่กดดันอัตราเงินเฟ้อกำลังลดน้อยลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่ง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำร่างยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (2560-2579) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางพารามีกรอบทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถนำไปขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตและส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่ยั่งยืน" ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 2.การเพิ่มประสิทธิภาพและการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน 3.การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.การพัฒนาตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย เละ 5.การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี ดังกล่าว มีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงมีการ แบ่งเป้าหมายการดำเนินงานออกเป็นระยะละ 5 ปี โดยระยะแรกตั้งแต่ปีที่ 1-5 (2560-2564) จะให้ความสำคัญเรื่องระบบการผลิต เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเป็น Smart Farmer สถาบันเกษตรกรมีการบริหารงานแบบมืออาชีพและมีความสามารถในการทำธุรกิจ ระบบการผลิตและการแปรรูปยาง/ไม้ยางมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ข้อมูลด้านยางพารามีความสมบูรณ์ถูกต้องทันสมัย มีกฎหมายที่เอื้อ ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ นอกจากนี้สวนยางพาราที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติจะต้องหมดไป

ระยะที่ 2 ปีที่ 6-10 (2565-2569) ให้ความสำคัญในเรื่องระบบการตลาด โดยจะผลักดันให้เกิดตลาดกลางยางพาราที่มีมาตรฐานในการบริหารงานครบทั่วทุก ภูมิภาคของประเทศ ทำให้ธุรกรรมการซื้อขายยางในตลาดกลางกับตลาดท้องถิ่นเชื่อมโยงกันเป็น "ตลาดยาง กยท." ที่ทั่วโลกใช้ในการอ้างอิง

ระยะที่ 3 ปีที่ 11-15 (2570-2574) ให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรม อุตสาหกรรม โดยทำให้มีผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมสำหรับใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราในอนาคต มีพันธุ์ยางที่เติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของน้ำยางสูง และมีปริมาณเนื้อไม้มาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 25 กันยายน 2560)


ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ โดยนักลงทุนปรับตัวรับผลการเลือกตั้งในเยอรมนี ขณะจับตาความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันตลาดในวันนี้

ณ เวลา 20.48 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 22,336.27 จุด ลดลง 14.98 จุด หรือ 0.07%

หากดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลงในวันนี้ จะเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ โดยครั้งล่าสุดที่ดาวโจนส์อ่อนตัวลง 3 วันติดต่อกัน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8-10 ส.ค.

ทั้งนี้ พรรคพันธมิตรของนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้อย่างเด็ดขาด โดยได้จำนวนเก้าอี้ในสภาเพียง 33% จากเดิมในปี 2013 ซึ่งกวาดที่นั่งได้ถึง 41.5% โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดของพรรคพันธมิตรของ นางแมร์เคิล นับตั้งแต่ปี 1949
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี

กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer และเครื่องบินขับไล่ F-15C Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐ ได้บินผ่านน่านฟ้าระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินเหล่านี้ได้บินไปยังเขตปลอดทหารในจุดที่อยู่เหนือที่สุดเท่าที่ เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐได้เคยบินผ่านในช่วงศตวรรต ที่ 21

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นสวนทางตลาดวันนี้ หลังราคาน้ำมัน WTI ทะยานขึ้นเหนือระดับ 51 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันนี้ หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันระบุว่าตลาดน้ำมันโลกกำลังปรับตัวเข้า สู่ภาวะสมดุล

ณ เวลา 20.27 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ย. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาด NYMEX เพิ่มขึ้น 58 เซนต์ หรือ 1.14% สู่ระดับ 51.24 ดอลลาร์/บาร์เรล

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ รายงานว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 5 แท่น สู่ระดับ 744 แท่นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่าได้ให้ความร่วมมือ 100% สำหรับการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ขณะที่ไนจีเรียเปิดเผยว่าได้ผลิตน้ำมันในปริมาณต่ำกว่าที่ได้ระบุไว้ในข้อ ตกลง

นายบิล ดัดลีย์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัจจัยที่กดดันอัตราเงินเฟ้อกำลังลดน้อยลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่ง

นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก และนายนีล แคชแครี ประธานเฟด สาขานินเนอาโพลิส ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เผยทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.20 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยมูลค่า 2.4 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตร 2.7 พันล้านบาท ส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องเทียบกับเงินเยนและทรงตัวเทียบยูโร ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 1.00-1.25% แต่ยังคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปีนี้แม้เงินเฟ้อ ลดลงและเฟดจะเริ่มปรับงบดุลให้เข้าสู่ภาวะปกติในเดือนตุลาคม

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ฯ มองว่า ดอลลาร์อาจฟื้นตัวเพียงชั่วคราว เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงของคณะกรรมการของเฟดที่มี สิทธิลงมติตัดสินใจด้านนโยบาย แม้เฟดคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2561 ทั้งนี้ เฟดประกาศจะเริ่มลดการถือครองพันธบัตรและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกัน จากสัญญาจำนองในเดือนตุลาคมหลังจากที่ซื้อตราสารเหล่านี้ภายใต้มาตรการผ่อน คลายเชิงปริมาณ(QE) หลังเกิดวิกฤตการเงินในปี 2550-2552 ซึ่งทำให้ขนาดพอร์ตลงทุนของเฟดสูงถึงราว 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยในขั้นแรกเฟดจะปรับลดเงินที่นำมาใช้ในการลงทุนใหม่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และเพดานการปรับลดเงินลงทุนใหม่มีกำหนดจะเพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในทุกๆ ไตรมาส จนแตะระดับสูงสุดที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และคาดว่างบดุลของเฟดจะลดลงราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เทียบกับช่วงก่อนวิกฤต พอร์ตลงทุนของเฟดมีสินทรัพย์เพียง 8 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรสหรัฐฯ

สำหรับปัจจัยในประเทศ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ฯ มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ในการประชุมวันที่ 27 ก.ย.60 แม้เงินบาทแข็งค่ามากในช่วงที่ผ่านมาและอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำ แต่การแข็งค่าของเงินบาทมีสาเหตุหลักมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า เงินทุนไหลเข้า โดยล่าสุดยอดส่งออกยังคงขยายตัวดีกว่าคาด ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยระบุถึงการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยว่า กนง.จะพิจารณาปัจจัยเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงกลุ่มคนต่างๆ ทั้งผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน และผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) โดยผลกระทบของดอกเบี้ยนโยบายซึ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานอาจเพิ่มความ เสี่ยงให้กับระบบการเงินในอนาคตได้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 25 กันยายน 2560)

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.00-1.25% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมกับส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้

นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศว่า จะเริ่มปรับลดงบดุลที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานของรัฐ และหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน หรือ MBS ในเดือนต.ค. จากปัจจุบันที่ระดับ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

ภายใต้นโยบายปรับลดงบดุลของเฟด เฟดจะกำหนดวงเงินพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานของรัฐ และ MBS ที่เฟดจะปล่อยให้ครบกำหนดอายุโดยไม่มีการนำเม็ดเงินไปลงทุนใหม่ และจะเพิ่มเพดานตามเป้าหมายที่เฟดกำหนด โดยในเบื้องต้น เฟดจะจำกัดเพดานการลดวงเงินการถือครองตราสารเหล่านี้ที่ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก่อนที่จะขยายเพดานการลดการถือครองตราสารอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในทุกๆ ไตรมาส จนกระทั่งแตะระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในเดือนต.ค. 2561

ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า มติล่าสุดของเฟดนั้น ถือเป็นการปิดฉากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคมาตรการเข้มงวดทางการเงินเชิงปริมาณ (Quantitative tightening หรือ QT)

การที่เฟดประกาศว่า จะเริ่มปรับลดงบดุลนั้นไม่ได้ส่งผลให้ตลาดเงินผันผวนมากนักในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในระยะยาวนั้น การใช้มาตรการ QT บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในภายหลัง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดในแผนdkiทยอยปรับลดงบดุลแล้ว ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เฟดจะมีการเปลี่ยนทิศทางนโยบายครั้งใหญ่ในปี 2562

แม้ว่าเฟดได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเริ่มลดการใช้มาตรการ QE แต่แนวโน้มเรื่องเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยและการปรับลดงบดุลในอนาคต

ในส่วนของค่าเงินนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การใช้มาตรการ QT ด้วยการปรับลดงบดุลและขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นผลดีต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจส่งผลดีตามมาต่อเงินหยวนด้วยเช่นกัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังผลการเลือกตั้งที่น่าผิดหวังในเยอรมนีได้ช่วยหนุนคำสั่งซื้อพันธบัตรใน ฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

การดีดตัวของราคาพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.246% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 2.785%
ทั้งนี้ ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

พรรคพันธมิตรของนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้อย่างเด็ดขาด โดยได้จำนวนเก้าอี้ในสภาเพียง 33% จากเดิมในปี 2013 ซึ่งกวาดที่นั่งได้ถึง 41.5% โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดของพรรคพันธมิตรของ นางแมร์เคิล นับตั้งแต่ปี 1949
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี

กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer และเครื่องบินขับไล่ F-15C Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐ ได้บินผ่านน่านฟ้าระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินเหล่านี้ได้บินไปยังเขตปลอดทหารในจุดที่อยู่เหนือที่สุดเท่าที่ เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐได้เคยบินผ่านในช่วงศตวรรต ที่ 21

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)

ราคาทองฟิวเจอร์ย่อตัวลงในวันนี้ ขณะที่ผลการเลือกตั้งที่น่าผิดหวังในเยอรมนี ได้กดดันให้ยูโรร่วงลง
นอกจากนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์ก็ได้ฉุดราคาทองลงในวันนี้

ณ เวลา 21.25 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเลกทรอนิกส์ ร่วงลง 0.60 ดอลลาร์ หรือ 0.05% สู่ระดับ 1,296.90 ดอลลาร์/ออนซ์

ทั้งนี้ พรรคพันธมิตรของนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้อย่างเด็ดขาด โดยได้จำนวนเก้าอี้ในสภาเพียง 33% จากเดิมในปี 2013 ซึ่งกวาดที่นั่งได้ถึง 41.5% โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดของพรรคพันธมิตรของ นางแมร์เคิล นับตั้งแต่ปี 1949

ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จะลดความน่าดึงดูดของทอง โดยทำให้สัญญาทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น

ดอลลาร์ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 112 เยนในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งได้ช่วยให้นักลงทุนส่งแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง และเทขายเยน

ณ เวลา 19.35 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์แข็งค่า 0.21% สู่ระดับ 112.20 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.47% สู่ระดับ 133.20 เยน และร่วงลง 0.67% สู่ระดับ 1.1872 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.42% สู่ระดับ 92.56

นายอาเบะเปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2 ล้านล้านเยนในวันนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนด้านการศึกษา

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันตลาดในวันนี้

นายบิล ดัดลีย์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัจจัยที่กดดันอัตราเงินเฟ้อกำลังลดน้อยลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่ง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)


China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่าเงินหยวนอ่อนค่าลง 1.31% แตะที่ 6.6076 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)


เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ เรื่อง แนวทางการระบุและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบใน ประเทศ และรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ โดยการกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีความ สามารถในการรองรับความเสียหายได้มากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่จะประสบปัญหาจนส่งผลกระทบต่อระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโดย รวม ขณะที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งต้องดำรงเงินกองทุนในอัตราที่สูงขึ้นและต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแล อื่นที่มากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

สำหรับรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ประจำปี 2560 ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลด้านเงินกองทุนและมาตรการกำกับดูแล อื่นให้เป็นตามหลักสากลมากขึ้น

ทั้งนี้ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 16/2560 เรื่อง แนวทางการระบุและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบใน ประเทศ เหตุผลในการออกประกาศครั้งนี้ โดยการกำกับดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ (Domestic systemically important banks: D-SIBs) มีความสามารถในการรองรับความเสียหายได้มากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะประสบปัญหาฐานะทางการเงิน และส่งผลกระทบ (Negative externalities) ต่อระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อันจะเป็นการส่งเสริมให้ระบบสถาบันการเงินของประเทศมีเสถียรภาพและได้รับการ ยอมรับตามมาตรฐานสากล

แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศตามประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอ้างอิงจาก A framework for dealing with domestic systemically important banks ของ Basel Committee on Banking Supervision ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ตามหลักเกณฑ์ Basel III

การกำหนดธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแลที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งต้องดำรงเงินกองทุนในอัตราที่สูงขึ้นและต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแล อื่นที่มากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจ สถาบันการเงินทุกแห่ง

สำหรับรายละเอียดของหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งในประกาศ ตามข้อ 4.3.2 ระบุว่ามาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยง เชิงระบบในประเทศ โดย 4.3.2 (1) ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศดำรงเงินกองทุน ส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสียหายสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยง เชิงระบบในประเทศ (Higher loss absorbency) ดังนี้

ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ เป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศดำรงอัตราส่วนเงิน กองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1) เพิ่มเติมจากการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำ อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) และอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิด ขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) อีกร้อยละ 1 ของสินทรัพย์

เสี่ยงทั้งสิ้น เพื่อเป็นเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสียหายสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ (Higher loss absorbency)

ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ เป็นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นเพิ่มเติมจากการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุน ขั้นต่ำ อัตราส่วนเงินกองทุน

ส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) และอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิด ขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) อีกร้อยละ 1 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น เพื่อเป็นเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสียหายสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ (Higher loss absorbency)

4.3.2 (2) ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศปฏิบัติตามมาตรการ กำกับดูแลอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถติดตามดูแลความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ที่ มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการควบคุมภายในที่ดีและมีการ บริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้

(2.1) การจัดส่งรายงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงภายในของธนาคารพาณิชย์ (Internal management report/Risk report)

ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ จัดส่งรายงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงเป็นการภายในของธนาคารพาณิชย์ให้ แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ ภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(2.2) การจัดให้มีวาระการประชุมของคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ (Board of directors) เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานผลการตรวจสอบที่สำคัญให้ธนาคารพาณิชย์ที่ มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ จัดให้มีวาระการประชุมของคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานผลการตรวจสอบที่สำคัญต่อคณะกรรมการของ ธนาคารพาณิชย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(2.3) การจัดส่งรายงานการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับกลุ่ม Solo Consolidation ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ จัดส่งรายงานการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับกลุ่ม Solo Consolidation ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานและการตรวจ สอบกลุ่มธุรกิจทางการเงินและชุดข้อมูลตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วย การส่งรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่ข้อ 4.3.3 ระบุว่า กรอบระยะเวลาการดำเนินการตามมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมสำหรับธนาคารพาณิชย์ ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการประกาศว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อ ความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศในปี 2560 และปี 2561 ให้เริ่มดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสียหาย สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศตามข้อ 4.3.2 (1) ที่ร้อยละ 0.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และดำรงเพิ่มเป็นร้อยละ 1 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 17/2560 เรื่อง รายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความ เสี่ยงเชิงระบบในประเทศประจำปี 2560 ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ,ธนาคารกรุงไทย ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

ทั้งนี้ การปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยง เชิงระบบในประเทศ ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลด้านเงินกองทุนตามข้อ 4.3.2 (1) และมาตรการกำกับดูแลอื่นตามข้อ 4.3.2 (2) ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยแนวทางการระบุและการกำกับดูแลธนาคาร พาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ

อนึ่ง ประกาศทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 กันยายน 2560)